แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนเก็บเงินไปเมืองนอก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนเก็บเงินไปเมืองนอก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565

อาชีพเสริมเก็บเงินไปต่างประเทศ

บทความที่แล้วได้พูดถึง วางแผนเก็บเงินไปต่างประเทศ บทความนี้จะแนะนำเกี่ยวกับการทำงานพิเศษ หรือหารายได้เสริม ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้เก็บเงินได้มากขึ้น และเร็วขึ้น โดยเราต้องเริ่มจากการหางานที่เราชอบ ถนัด ทำแล้วมีความสุข เพราะถ้าไม่สนุกแล้ว จะทำให้เราเบื่อหน่าย ชีวิตดูแย่ เหนื่อย และหยุดทำงานไปในที่สุด 


เมื่อหางานที่ชอบได้แล้ว ก็ลองมาคิดทบทวนว่าเรามีเวลาว่างทำช่วงไหน เสาร์-อาทิตย์ หรือหลังเลิกงาน ทำได้วันละกี่ชั่วโมง อย่าทำมากเกินไป จนไม่มีเวลาพักผ่อน หรือไปทำงานสาย จะทำให้งานประจำเสียหาย 


จากนั้นก็ลองมองหาประกาศรับสมัครงานตามป้ายประกาศที่ติดตามสถานที่ต่างๆ ประกาศหางานตามรถเมลล์ หรือป้ายรถเมลล์ และเว็บไซต์หางาน


วันนี้เรามีอาชีพเสริม ที่น่าสนใจ สามารถทำได้ง่ายๆ รายได้ดีมาฝาก ได้แก่ 


1. รับจ้างทำแบบสอบถาม ปัจจุบันมีสถาบันวิจัย โครงการวิจัยจำนวนมากที่เปิดรับสมัครผู้ช่วยแจกแบบสอบถาม ทั้งการแจกแบบสอบถามที่บ้าน ทางโทรศัพท์ และห้างสรรพสินค้า โดยได้ค่าจ้างชุดละ 100-300 บาท แล้วแต่ความยาก ง่าย และจำนวนหน้าของแบบสอบถาม อาชีพนี้ต้องใช้ความอดทน และขยัน สามารถทำได้ในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือตอนเย็นหลังเลิกงาน การทำงานนั้นไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว บางครั้งเราต้องสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย และกรอกรายละเอียดลงในแบบสอบถาม บางครั้งมีประมาณ 10-20 หน้า ต้องทำให้ครบ สะอาด เป็นระเบียบ จึงจะได้ค่าจ้าง หากผิดพลาดต้องทำใหม่ และห้ามกรอกด้วยตนเอง เพราะทางสถาบันจะโทรไปตรวจสอบกับกลุ่มเป้าหมายว่าเราได้สัมภาษณ์จริงหรือไม่ หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ บริษัทเอซีเนลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด 323 อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ชั้น 17 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ 10500 


2. แจกใบปลิว งานแจกใบปลิวส่วนใหญ่จะเป็นการแจกใบปลิวตามงาน Event เพื่อประชาสัมพันธ์งาน โฆษณาสินค้า โดยเจ้าของงานจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายว่าต้องแจกใคร แจกอย่างไร ค่าจ้างประมาณ 300-500 บาทต่อวัน สามารถสมัครในเว็บไซต์หางาน หมวดงาน Part time 


3. เขียนหนังสือสอบ งานนี้ต้องใช้ความสามารถเป็นพิเศษ และมีความรู้ในเรื่องที่จะเขียน มีความเชี่ยวชาญและถนัดในการทำข้อสอบ รู้ว่าข้อสอบแนวนี้ต้องตอบอย่างไร ปัจจุบันมีการเปิดสอบเป็นจำนวนมาก เช่น สอบข้าราชการตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าประชาสัมพันธ์ เป็นต้น โดยสถาบันกวดวิชา หรือชมรมนักวิชาการได้ทำหนังสือแนวข้อสอบวางขายเป็นจำนวนมาก และต้องการรับสมัครคนช่วยเขียนหนังสือสอบวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความรู้ทั่วไป เป็นต้น โดยคนที่จะเขียนหนังสือสอบนั้น จะต้องสมัครสอบเพื่อดูแนวข้อสอบว่าออกแนวไหน ต้องเน้นส่วนใดเป็นพิเศษ จากนั้นนำมาเขียนตำราพร้อมเฉลย และแนะแนวการทำข้อสอบ ค่าจ้างจะได้เปอร์เซนต์จากยอดขายประมาณ 10-20 เปอร์เซนต์ ยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ 100,000 บาทต่อครั้ง ถ้าคิด 10 เปอร์เซนต์ ก็จะได้ประมาณ 10,000 บาท การเขียนนั้นจะใช้เวลาอยู่ที่ 1-2 เดือน ส่วนการสอบนั้นมีเกือบทุกเดือน แล้วแต่ว่าเจ้าของต้องการให้สมัครสอบหรือไม่ และเน้นวิชาใดเป็นพิเศษ หากสนใจติดต่อสมัครงานได้ที่ สถาบันวิชาการคุณภาพ อาคารสถาบันชั้น 1 และ 2 หลังธนาคารกรุงศรีอยุธยาหัวหมาก ซ.รามคำแหง 51/3 เข้าซอยประมาณ 20 เมตร ขวามือ ถ.รามคำแหง กทม. โทร 089-423 3829 และ 084-343-8531 www.vichakankunapab.com


4. เขียนเรื่องสั้นหรือบทความลงนิตยสาร ผู้เขียนต้องมีทักษะ ประสบการณ์ ความสามารถด้านการเขียน และมีความรู้ในเรื่องที่จะเขียน ที่่สำคัญต้องเขียนเรื่องที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ อาจเขียนเป็นบทความ เรื่องสั้น เรื่องเล่า บทกวี ความยาวของบทความประมาณ 1-2 หน้ากระดาษ A4 ค่าจ้างหน้าละ 500-1,000 บาท ส่วนเรื่องสั้นนั้นประมาณ 4-8 หน้ากระดาษ A4 ค่าจ้างเรื่องละ 1,000-2,000 บาท 


5. เขียนหนังสือเรื่องราว ประสบการณ์ของตนเอง หากคุณเป็นคนที่รักการเขียน และมีเรื่องราว ประสบการณ์ดีๆ ที่เป็นประโยชน์ แปลกใหม่ น่าสนใจ ลองเริ่มเขียนเรื่องเล่าของตนเอง ความยาวประมาณ 50-100 หน้า จากนั้นลองส่งเรื่องที่เขียนไปยังสำนักพิมพ์ โดยสามารถหารายละเอียดสำนักพิมพ์ใน Google หรือหาตามร้านหนังสือ เลือกสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์งานเขียนแนวเดียวกับที่คุณเขียน ค่าตอบแทนคิดเป็น 2 แบบคือ ประเภทขายขาดลิขสิทธิ์ เป็นการมอบสิทธิ์ภายหลังการตีพิมพ์ให้กับสำนักพิมพ์ดูแลตลอดไป แลกกับค่าตอบแทนเพียงครั้งเดียว แม้มีการจัดพิมพ์ซ้ำอีกสักกี่ครั้ง ผู้เขียนจะไม่ได้รับในครั้งที่ 2 และต่อๆ มา อาจได้ค่าตอบแทนประมาณ 50,00-60,000 บาท อีกประเภทหนึ่งคือ การเช่าลิขสิทธิ์ มักจะมีการทำสัญญาตกลงการเช่าลิขสิทธิ์ จากนั้นคิดค่าตอบแทนในการตีพิมพ์ครั้งแรกทั่วไป 10 % ของจำนวนการตีพิมพ์ คูณด้วยราคาหนังสือ แล้วหารด้วย 10 เช่น หนังสือเล่มละ 100 บาท พิมพ์ 3,000 เล่ม  ตัวเลขที่ได้คือ 100 X 3,000 เท่ากับ 300,000 หาร 10 นั่นหมายถึงนักเขียนจะได้รับสุทธิ 30,000 บาท (อ้างอิงข้อมูลจาก: ทิวสน ชลนรา www.oknation.net


6. เขียนเรื่องขำขัน หรือการ์ตูน อันนี้สำหรับคนที่มีอารมณ์ขัน สนุกสนาน มีความสามารถในการเขียนเรื่องขำขัน วาดการ์ตูน แต่งการ์ตูน สามารถส่งตนฉบับตีพิมพ์ในนิตยสาร หนังสือการ์ตูน เช่น ขายหัวเราะ ได้รับค่าจ้างเรื่องละ 200 บาท 


7. งานแปล งานนี้ต้องมีความสามารถด้านภาษา ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างชาติ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษา เยอรมัน หรือฝรั่งเศส นอกจากนี้ต้องมีความสามารถด้านการเขียน การใช้ภาษา เรียบเรียงให้สวยงาม และต้องมีความสามารถในการใช้โปรแกรมการแปล Trados โดยมีงานแปลหลากหลาย เช่น ใบทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส งานวิจัย นิวนิยาย เรื่องเล่า เรื่องสั้น บทความ หรือบทภาพยนตร์ การสมัครงานสามารถสมัครได้ตามสำนักพิมพ์ บริษัทที่รับแปลงานต่างๆ ทีมนักพากย์ หรือในเว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น www.upwork.com ค่าจ้างมีตั้งแต่ 1,000 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของงาน 


8. สอนพิเศษ ติวหนังสือ อันนี้ต้องมีเทคนิคการสอน รู้จักการทำสื่อการสอน ที่สำคัญคือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญในเรื่องที่จะสอน อาจเลือกวิชาใด วิชาหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น การสอนสามารถสอนพิเศษตามบ้าน หรือสมัครสอนพิเศษ สอนติวกับสถาบันติว เช่น KUMON CUCENTER หรือสมัครงานในเว็บไซต์ ค่าจ้างคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 200 บาทขึ้นไป 


9. สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ผู้สอนต้องมีประสบการณ์มาก่อน เชี่ยวชาญทั้งภาษาไทยและภาษาต่างชาติ ทั้งด้านไวยากรณ์ ฟัง พูด อ่าน เขียน มีความสามารถ ทักษะในการสอน โดยสอนตั้งแต่เรื่องอักษร สระ วรรณยุกต์ การผสมคำ การออกเสียง การสร้างประโยค การอ่านบทความ รวมไปถึงการสนทนาในชีวิตประจำวัน ค่าจ้างคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 500 บาทขึ้นไป 


10. เฝ้าร้านอินเตอร์เน็ต เจ้าของร้านอินเตอร์ ร้านเกมส์ บางคนเปิดร้านหลายสาขา จึงต้องการรับสมัครพนักงานช่วยเฝ้าร้าน ทำความสะอาด ขายของ จัดคิวให้ลูกค้า ต้อนรับดูแลลูกค้า และเก็บเงิน โดยสามารถทำงานเป็นกะ แบ่งเป็นช่วงเช้า บ่าย และกลางคืน ค่าจ้างคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 30 บาทขึ้นไป


11. พนักงานร้าน 7-11 ร้าน 7-11 มักจะเปิดรับสมัครงานขายของในร้านอยู่เป็นประจำ โดยสามารถเลือกทำงานเป็นกะได้ ทำวันละ 9 ชั่วโมง โดยก่อนเริ่มทำงานจะมีการสอนงานก่อน ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงาน มีประสบการณ์ด้านการขาย การจัดเรียงสินค้า การบริการลูกค้า ถือเป็นกำไรที่ดีของชีวิต เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 6,500 บาท 


12. พนักงานขายกาแฟ งานนี้ต้องมีความรู้เรื่องกาแฟชนิดต่างๆ มีความสามารถด้านการชงกาแฟ การเก็บรักษากาแฟ การทำความสะอาดเครื่อง การเก็บรักษาอุปกรณ์ สามารถทำงานเป็นกะได้ โดยสมัครงานตามร้านกาแฟ เงินเดือนเริ่มต้น 7,000 บาทขึ้นไป 


13. รับจ้างถ่ายรูป เหมาะสำหรับคนที่รักการถ่ายภาพ รักงานศิลปะ มีความคิดสร้างสรรค์ โดยสามารถรับจ้างถ่ายภาพตามงานต่างๆ เช่น งานรับปริญญา งานแต่งงาน งานบวช งานเดินแบบ งานค่าย งานนิทรรศการต่างๆ หรือถ่ายภาพให้กับนิตยสาร หนังสือ หากถ่ายภาพตามงานต่างๆ ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 3,000 บาทขึ้นไป หากถ่ายภาพให้กับนิตยสาร หนังสือ ค่าจ้าง แล้วแต่ตกลงกัน 


14. รับจ้างแต่งหน้า ทำผม ไม่จำเป็นต้องมีร้านเป็นของตัวเอง แต่ต้องมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และมีความรู้เรื่องการแต่งหน้า ทำผม มีความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบแต่งหน้า ทำผม ให้เหมาะกับงาน ที่สำคัญคือมีเครื่องสำอางเป็นของตัวเอง เป็นเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ สามารถรับงานเอง โดยอาจรับแต่งหน้าให้กับเจ้าบ่าว เจ้าสาว แต่งหน้างานรับปริญญา เป็นต้น สามารถประกาศทางเว็บไซต์ หรือติดป้ายประกาศตามมหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า ป้ายรถเมลล์ สถานที่สาธารณะต่างๆ ค่าจ้างประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป


15. รับจัดหน้าหนังสือ งานนี้ผู้ทำงานต้องมีความคิดสร้างสรรรค์ มีความสามารถด้านการใช้โปรแกรมการจัดหน้าหนังสือ โปรแกรมออกแบบ ตกแต่งหนังสือ สามารถออกแบบ ตกแต่งหน้าสือ จัดวางหน้าให้สวยงาม มีสไตล์ เหมาะกับงานเขียน หรือหนังสือที่เจ้าของส่งมอบมาให้จัดหน้า ค่าจ้างคิดเป็นชิ้นงาน แล้วแต่ความยากง่่ายของงาน มีตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป


16. งานพิธีกร สามารถเป็นพิธีตามงานต่างๆ เช่น นิทรรศการ งานแต่งงาน งานค่าย งาน Event โชว์สินค้า ขายของ แจกของ งานพิธีกร ผู้ทำงานต้องมีบุุคลิกภาพดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสามารถด้านการพูด มีประสบการณ์มาก่อน สามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และนำเสนอจุดสำคัญของงานให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ เข้าใจ และปฏิบัติตาม บรรลุวัตถุประสงค์ของงานได้ ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 3,000 บาทขึ้นไป


17. นายแบบ นางแบบ งานนายแบบ หรือนางแบบนั้นมีหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบให้เฉพาะนิตยสาร แต่อาจเป็นนายแบบ นางแบบตามงานแสดงสินค้า งานโชว์ งานเดินแบบเสื้อผ้า หรือนายแบบ นางแบบสำหรับวาดรูป ถ่ายรูป งานปั้น เหมาะสำหรับคนที่มีบุคลิกภาพดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ค่าจ้างแล้วแต่ตกลงกับเจ้าของงาน 


18. พี่เลี้ยงในงานค่าย หรือนิทรรศการ อันนี้เป็นงานสนุก และได้ความรู้ เพราะได้เรียนรู้เรื่องที่จัดนิทรรศการ หรือความรู้จากค่าย บางครั้งเป็นค่ายวิชาการ ค่ายเตรียมสอบต่างๆ บางทีได้พบกับคนดังที่มาพูดคุย อภิปราย บรรยายในค่าย บางทีได้ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด แต่ก็เหนื่อยมาก เพราะมีเริ่มงานตั้งแต่ตอนเช้า เสร็จตอนเที่ยงคืน หน้าที่มีตั้งแต่ยกของ จัดของ จัดอาหารเครื่องดื่ม สันทนาการ จัดคน ติดต่อ ประสานงาน จัดเรียงเอกสาร ต้องอาศัยปฏิภาณ ไหวพริบ มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สามารถจัดการเรื่องงานและเรื่องคนได้เป็นอย่างดี ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 800 บาทขึ้นไป 


19. Staff งานคอนเสิร์ต งานโชว์ต่างๆ อันนี้เป็นงานหนักและเหนื่อยหน่อย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นงานยกของ จัดของ ดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ พาคนเข้าชมงาน ติดต่อประสานงาน ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก เพราะต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย หลากหลายในสถานที่แออัด และเวลาอันจำกัด เร่งด่วน แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่สนุก เพราะได้เจอกับเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ เห็นสิ่งสวยงาม ได้ไปต่างจังหวัด บางครั้งได้เจอกับดารา นักร้อง คนดัง เพราะไปจัดงานให้กับบุคคลดังกล่าว ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 1,000-2,000 บาท 


20. ขายของทางอินเตอร์เน็ต มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำเว็บไซต์ของตัวเอง โดยสินค้าต้องมีจุดเด่น น่าสนใจ มีคุณภาพ จากนั้นต้องทำประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก มีการจัดโปรโมชั่น จึงจะสามารถขายสินค้าได้ดี หรืออาจขายใน Facebook ซึ่งเราใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน มีเพื่อนที่รู้จักเป็นจำนวนมาก โดยสามารถลงรูปสินค้า และรายละเอียด จากนั้นชักชวนให้คนมาดู หากสนใจซื้อสินค้า ก็จัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ และ Ebay.com ซึ่งเป็นเหมือนตลาดนัดของคนทั่วโลก โดยสามารถนำสินค้าที่ตนเองมีอยู่ และคิดว่าน่าสนใจลงประกาศขาย นอกจากนี้ยังสามารถทำเว็บไซต์เป็นนายหน้าขายสินค้าให้ผู้อื่น (Affiliate Program) เป็นรูปแบบการหาเงินผ่านอินเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างนิยมกันมาก ก็คือเป็นนายหน้าขายสินค้า ไปสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ที่มีสินค้าเยอะๆ อย่าง Amazon แล้วเปิดเว็บไซต์ของตนเองขึ้นมา จากนั้นดึงสินค้าในเว็บไซต์ Amazon มาขาย ถ้าขายได้ มีคนซื้อผ่านเว็บไซต์ของเรา ก็จะได้ค่านายหน้า 


21. เขียน Blog หรือสร้าง Website ทำให้น่าสนใจ แปลก แตกต่าง มีสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ จากนั้นประชาสัมพันธ์ให้คนเข้ามาเยี่ยมชม เมื่อเป็นที่รู้จัก ก็จะมีคนเข้ามาติดต่อขอลงโฆษณา หรือสมัคร Google Adsene ติดโฆษณาใน Blog หรือ Website เมื่อมีคนคลิก เจ้าของ Blog หรือ Website ก็จะได้รับค่าจ้าง 


22. งานเสิร์ฟ และล้างจาน งานนี้ถือว่าเป็นงานหนัก แต่ก็เป็นงานที่ง่ายๆ สามารถทำได้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือหลังเลิกงาน ค่าแรงคิดเป็นวัน ประมาณวันละ 300 บาท 


23. พนักงานต้อนรับโรงแรม ผู้สมัครต้องมีบุคลิกภาพที่ดี มีใจรักงานบริการ สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ เช่น อังกฤษ จีน เยอรมัน เกาหลี เป็นต้น โดยสามารถทำงานเป็นกะได้ หน้าที่ก็มีตั้งแต่การจัดหน้าเคาเตอร์ ตรวจเช็คห้องพักว่าพร้อมบริการแขกหรือไม่ รับโทรศัพท์ ต้อนรับลูกค้า พาลูกค้าไปที่ห้องพัก ดูแลช่วยเหลือลูกค้า ตอบคำถาม แนะนำสถานที่ต่างๆ ในโรงแรม ค่าจ้างนั้นแตกต่างกันไป แล้วแต่ตกลงกับเจ้าของโรงแรม 


24. พนักงานร้านขายของที่ตลาดนัดจตุจักร งานนี้เป็นงานที่สนุก เราไม่จำเป็นต้องหาลูกค้าเอง เพราะที่ตลาดนัดจตุจักรมีลูกค้าเข้ามาอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องมีความสามารถในการขาย พูดเจรจาให้ลูกค้าซื้อสินค้า โดยปัจจุบันเจ้าของร้านในตลาดนัดจตุจักรจะมีร้านของตัวเองมากกว่า 2 ร้าน จึงต้องการคนช่วยขายสินค้า และดูแลลูกค้า หรือบางคนมีร้านเดียว ลูกค้าเยอะ ดูแลไม่ไหวจึงต้องการคนช่วย การทำงานนั้นไม่ยากมาก เริ่มจากเปิดร้าน จัดเรียงสินค้า ทำความสะอาด เรียกลูกค้าเข้าร้าน แนะนำสินค้า และขายสินค้า โดยจดราคาสินค้า จำนวนชิ้นที่ขายได้ลงในสมุุด ค่าจ้างนั้นจะได้จากการขายสินค้า 10 เปอร์เซนต์จากยอดขายที่ตนเองทำได้ วันหนึ่งสามารถขายได้ 3,000-5,000 บาทขึ้นไป เราก็จะได้ค่าแรงประมาณ 300-500 บาท บางเจ้าคิดค่าแรงเป็นชิ้นที่ขายได้ เช่น 10-20 บาทต่อชิ้น การสมัครงานสามารถสมัครจากเว็บไซต์ หรือป้ายประกาศที่ติดตามตลาดนัดจตุจักร เป็นต้น 
อ่านจบแล้ว หวังว่าทุกคนคงพอจะมีแนวทางในการทำงานพิเศษ หรือมีแนวคิดดีๆ ในการหารายได้เสริมให้กับตนเอง ขอให้ทุุกคนโชคดี มีความสุขกับการทำงาน และเก็บเงิน


วางแผนเก็บเงินไปต่างประเทศ

ก่อนที่จะไปต่างประเทศนั้น ไม่ว่าไปเรียน เที่ยว หรือทำงาน เราต้องมีเงินเพื่อใช้ในการดำเนินการ อย่างน้อย 50,000-100,000 บาท การจะเก็บเงินนั้น ไม่ใช่แค่เหลือจากเงินเดือน แล้วหยอดกระปุก เราต้องมีการวางแผน ทำอย่างเป็นขั้นตอน การเก็บเงินถึงจะสำเร็จ มีเงินเก็บ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนนี้ 


1. ตั้งเป้าหมาย ก่อนอื่นต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่าเราเก็บเงินเพื่ออะไร จะได้มีแรงบันดาลใจในการเก็บเงิน ไม่ใช่เก็บเงินเหลือจากเงินเดือน เพราะถ้าเราคิดจะเก็บเงินแบบนั้นแล้ว อาจเก็บได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางเดือนได้มาก บางเดือนไม่เหลือเลย เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะต้องเหลือเก็บกี่บาท จากนั้นเราก็ตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเท่าไหร่ในระยะเวลากี่เดือน กี่ปี ไม่ใช่เก็บไปเรื่อยๆ ไม่รู้ระยะเวลา เพราะอย่างนั้นแล้วเราจะไม่อยากเก็บ เราต้องทำแผนไว้ เช่น จะเก็บเงินไว้เที่ยวยุโรปเราต้องหาข้อมูลก่อนว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการท่องเที่ยว เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าโรงแรม ค่าชมสถานที่ต่างๆ ค่ารถโดยสาร เป็นต้น 


2. คำนวณรายรับ รายจ่าย เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้ว สมมุติว่าเก็บเงินเที่ยวยุโรป 1 อาทิตย์ ต้องใช้เงินประมาณ 65,000 บาท ตั้งใจไว้ว่าจะเก็บเงินให้ได้ภายในหนึ่งปี ดังนั้นในแต่ละเดือนเราจะต้องมีเงินเก็บประมาณ 5,500 บาท จากนั้นนำกระดาษออกมาเขียนคำนวณรายรับ รายจ่ายก่อนว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ และมีรายจ่ายเท่าไหร่ มีเงินเหลือพอที่จะเก็บได้หรือไม่ หากมีเหลือเก็บสามารถเก็บเงินได้ภายในหนึ่งปีจริงหรือไม่ หากไม่ได้ก็ต้องมาหักรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หรือหารายได้เสริม


ตัวอย่าง
- รายรับ ได้มาจากเงินเดือน 15,000 บาท
- รายจ่าย มีดังนี้
  • ค่าเช่าบ้าน รวมค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ต 3,500 ต่อเดือน
  • ค่าเดินทางไปทำงาน ไปกลับโดยรถไฟฟ้า วันละ 50 บาท ไปทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ 20 วันต่อเดือน (20X50= 1,000 บาทต่อเดือน)
  • ค่าอาหาร 3 มื้อ วันละ 200 บาท (200X30= 6,000 บาทต่อเดือน)
  • ค่าของใช้ส่วนตัว เช่น เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอก 1,000 บาทต่อเดือน
  • ค่าเสื้อผ้า รองเท้า 500 บาทต่อเดือน
  • ค่าสมาชิกฟิตเนส 100 บาทต่อเดือน
  • ค่าโทรศัพท์ 300 ต่อเดือน
  • รวม 12, 400 บาท
ในหนึ่งเดือนเรามีรายได้ 15,000 บาท รายจ่าย 12, 400 บาท ดังนั้นเราจะมีเงินเหลือประมาณ 2,600 บาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เราต้องเก็บให้ได้  5,500 บาท ซึ่งหากใช้จ่ายเหมือนเดิม เราก็ไม่สามารถเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย จึงต้องไปลองคิดทบทวนว่าสามารถหักรายจ่ายส่วนไหนได้บ้าง เช่น 
  • ค่าเดินทาง อาจเปลี่ยนจากการเดินทางโดยรถไฟฟ้า มาเป็นการนั่งรถเมล์ธรรมดาราคาแค่ 10-20 บาท ทำให้ประหยัดเงินไปได้วันละ 30 บาท ในหนึ่งเดือนทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 600 บาท 
  • ส่วนค่าอาหารอาจลดเหลือ 120 บาท สามมื้อ มื้อละ 40 บาท  ในหนึ่งเดือนทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 2,400 บาท  เลือกกินของที่มีประโยชน์ หลากหลาย ราคาถูก สะอาด มีคุณภาพ เช่น ตอนเช้ากินนมและขนมปัง ตอนกลางวันข้าวผัด น้ำ และไอศรีม ส่วนตอนเย็นกินผัดไท และผลไม้ อย่าเลือกแค่ให้ถูก หรือกินน้อยลง เพราะอยากมีเงินเก็บ ถ้าทำอย่างนั้นสุขภาพจะแย่ เราจะรู้สึกไม่สบาย ไม่มีพลังในการทำงาน ชีวิตไม่มีความสุข และเกลียดการเก็บเงินไปเลย เราต้องเก็บเงินไปด้วย และมีความสุขกับชีวิตไปด้วย 
  • ค่าเสื้อผ้า รองเท้า ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกเดือน สามารถใช้ของเก่า เลือกตัวโน่นมาใส่กับตัวนี่ สลับสับเปลี่ยนกันไป ก็จะช่วยให้ประหยัดเงินไปได้ 500 บาท  คิดจะเก็บเงินนั้น เราต้องหยุดเที่ยว หยุดซื้อของแบบว่าเห็นว่าสวยแล้วซื้อ ซื้อเมื่อจำเป็นต้องซื้อ 
จากการคิดทบทวนหักรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้มีเงินเพิ่มขึ้น (600+2,400+500= 3,500 บาท) จากนั้นบวกกับเงินที่เหลือ (3,500+2,600= 6,100 บาท) ในหนึ่งเดือนเราสามารถมีเงินเก็บ  6,100 บาท ดังนั้นในหนึ่งปีเราจะมีเงินเก็บ (6,100X12= 73,200 บาท) เราสามารถมีเงินไปเที่ยวยุโรป ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และมีเงินเก็บเหลืออีก (73,200-65,000= 8,200 บาท) เก็บไว้ในธนาคารใช้ยามฉุกเฉิน

3. จัดสรรปันส่วน การใช้เงิน จากข้างต้นเป็นแค่แผนที่ตั้งไว้ การจะเหลือเงินเก็บจริงๆ นั้น เราต้องเคร่งครัดเรื่องการใช้จ่าย และเก็บเงิน โดยต้องมีการจัดสรรการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ 

  • เริ่มจากได้เงินเดือนมา 15,000 บาท เบิกมาแค่ที่เราจะใช้ คือ (15,000-6,100= 8,900 บาท)
  • จากนั้นนำ  8,900 บาท มาแยกเป็นสัดส่วนตามรายจ่ายข้างต้นเก็บแยกในซองจดหมาย จะได้ทั้งหมด 6 ซอง ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าสมาชิกฟิตเนส ค่าโทรศัพท์ 
  • ห้ามนำเงินมาปะปนกัน ใช้จ่ายเป็นส่วนๆ เมื่อแบ่งเสร็จแล้ว นำเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าสมาชิกฟิตเนส และค่าโทรศัพท์ 
  • ค่าเดินทางและค่าอาหาร นำมาใส่กระเป๋าเงิน เป็นวันๆ ก็จะได้ค่าอาหารวันละ 120 บาท ค่ารถวันละ 20 บาท ห้ามนำมาใส่ทั้งหมด เพราะเราจะเผลอใช้จนหมด 
  • ค่าของใช่ส่วนตัว นำมาใส่กระเป๋าเมื่อจะไปซื้อของ เช่นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ก่อนไปซื้อของ ต้องมานั่งจดว่าจะซื้ออะไรบ้าง ห้ามไปเดินดูแล้วเลือกซื้อ เพราะเราจะใช้เงินเกินที่กำหนด
  • หากมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้เงิน สามารถกดเงินที่เก็บไว้ได้ เพราะจากข้างต้นเรามีเงินเก็บฉุกเฉิน  8,200 บาทต่อปี 

4. ลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัตินั้น เราต้องใช้จ่ายตามที่ได้จัดสรรไว้อย่างเคร่งครัด เลิกนิสัยการใช้จ่ายเดิมๆ เห็นแล้วซื้อ เลิกเที่ยวเล่น ใช้จ่ายแค่ที่จำเป็น ช่วงแรกอาจจะยากหน่อย แต่พอเริ่มทำได้ในหนึ่งเดือน เราเห็นเงินเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีกำลังใจดีๆ ในการเก็บเงิน บางครั้งอาจเหนื่อย ให้คิดที่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ ว่าจะเก็บเงินทำไม ก็ทำให้มีกำลังใจเก็บเงินต่อไป 


5. ประเมินผล ทุกๆ เดือนต้องมาประเมินผลว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากทำไม่ได้เป็นเพราะอะไร ต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่หรือไม่ เช่น อยากกินอาหารเพิ่ม อยากซื้อหนังสือมาอ่าน อยากดูหนังกับเพื่อน เป็นต้น ก็ลองถามตัวเองว่าจะหักรายจ่ายส่วนไหน หรือต้องหางานเพิ่ม เพื่อนำมาใช้จ่ายในส่วนที่เพิ่มขึ้น 


6. หางานเสริม ช่วยเพิ่มเงินเก็บ การทำงานเพิ่ม หรือหารายได้เสริมนั้นเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เก็บเงินได้มากขึ้น เร็วขึ้น แต่เราก็ต้องยอมเหนื่อย บางคร้ั้งอาจไม่มีวันหยุด แต่เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้น โดยเราอาจเริ่มจากการมองหางานที่ชอบ ที่ถนัด และคิดว่าทำแล้วสนุก เช่น งานเขียน งานแปล สอนพิเศษ แจกแบบสอบถาม แจกใบปลิว ขายของทางอินเตอร์เน็ต พิธีกรตามงานต่างๆ จัดดอกไม้ ขายกาแฟ ขายไอติม เฝ้าร้านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น เมื่อรู้ว่าชอบงานไหนแล้ว ก็ลองหาในเว็บไซต์หางาน และหาเวลาว่างลองทำดู ทำด้วยความสนุกสนาน ไม่บังคับตัวเองว่าต้องทำ เราก็จะได้ทั้งเงินเก็บ ประสบการณ์ทำงาน พบเพื่อนใหม่ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ถือว่าเป็นกำไรที่ดีของชีวิต อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหางานเสริมได้ ที่นี่


สุดท้ายนี้อยากฝากทุกคนไว้ว่า การเก็บเงินนั้นไม่ใช่แค่เก็บเงิน แต่เป็นการรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม รู้ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ สามารถใช้จ่ายได้เท่าไหร่ต่อเดือน และต้องเหลือเท่าไหร่ เราต้องทำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด แต่อย่างเคร่งเครียด เอาเป็นเอาตาย

ทั้งนี้แต่ละคนก็มีวิธีต่างกันไปในการเก็บเงิน ลองถามหลายๆ คน แล้วเอามาปรับใช้กับตัวเอง ไม่เคร่งเกินไปจนเรารู้สึกแย่ ไม่หย่อนเกินไปจนเก็บเงินไม่ได้ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เดี๋ยวก็เก็บได้เอง เริ่มจากเก็บน้อยๆ ไปก่อน อย่าตั้งเป้าหมายสูง เมื่อเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินได้ ก็จะเก็บได้มากเอง ขอให้สนุกกับมัน และให้คิดเสมอว่าเราได้ทำสิ่งดีๆ ในชีวิต ทำให้ชีวิตดีขึ้น



ขอให้ทุกคนมีความสุข สนุกสนานในการเก็บเงิน