แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตรียมพร้อมไปต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เตรียมพร้อมไปต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565

วางแผนเก็บเงินไปต่างประเทศ

ก่อนที่จะไปต่างประเทศนั้น ไม่ว่าไปเรียน เที่ยว หรือทำงาน เราต้องมีเงินเพื่อใช้ในการดำเนินการ อย่างน้อย 50,000-100,000 บาท การจะเก็บเงินนั้น ไม่ใช่แค่เหลือจากเงินเดือน แล้วหยอดกระปุก เราต้องมีการวางแผน ทำอย่างเป็นขั้นตอน การเก็บเงินถึงจะสำเร็จ มีเงินเก็บ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนนี้ 


1. ตั้งเป้าหมาย ก่อนอื่นต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่าเราเก็บเงินเพื่ออะไร จะได้มีแรงบันดาลใจในการเก็บเงิน ไม่ใช่เก็บเงินเหลือจากเงินเดือน เพราะถ้าเราคิดจะเก็บเงินแบบนั้นแล้ว อาจเก็บได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางเดือนได้มาก บางเดือนไม่เหลือเลย เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะต้องเหลือเก็บกี่บาท จากนั้นเราก็ตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเท่าไหร่ในระยะเวลากี่เดือน กี่ปี ไม่ใช่เก็บไปเรื่อยๆ ไม่รู้ระยะเวลา เพราะอย่างนั้นแล้วเราจะไม่อยากเก็บ เราต้องทำแผนไว้ เช่น จะเก็บเงินไว้เที่ยวยุโรปเราต้องหาข้อมูลก่อนว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการท่องเที่ยว เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าโรงแรม ค่าชมสถานที่ต่างๆ ค่ารถโดยสาร เป็นต้น 


2. คำนวณรายรับ รายจ่าย เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้ว สมมุติว่าเก็บเงินเที่ยวยุโรป 1 อาทิตย์ ต้องใช้เงินประมาณ 65,000 บาท ตั้งใจไว้ว่าจะเก็บเงินให้ได้ภายในหนึ่งปี ดังนั้นในแต่ละเดือนเราจะต้องมีเงินเก็บประมาณ 5,500 บาท จากนั้นนำกระดาษออกมาเขียนคำนวณรายรับ รายจ่ายก่อนว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ และมีรายจ่ายเท่าไหร่ มีเงินเหลือพอที่จะเก็บได้หรือไม่ หากมีเหลือเก็บสามารถเก็บเงินได้ภายในหนึ่งปีจริงหรือไม่ หากไม่ได้ก็ต้องมาหักรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หรือหารายได้เสริม


ตัวอย่าง
- รายรับ ได้มาจากเงินเดือน 15,000 บาท
- รายจ่าย มีดังนี้
  • ค่าเช่าบ้าน รวมค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ต 3,500 ต่อเดือน
  • ค่าเดินทางไปทำงาน ไปกลับโดยรถไฟฟ้า วันละ 50 บาท ไปทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ 20 วันต่อเดือน (20X50= 1,000 บาทต่อเดือน)
  • ค่าอาหาร 3 มื้อ วันละ 200 บาท (200X30= 6,000 บาทต่อเดือน)
  • ค่าของใช้ส่วนตัว เช่น เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอก 1,000 บาทต่อเดือน
  • ค่าเสื้อผ้า รองเท้า 500 บาทต่อเดือน
  • ค่าสมาชิกฟิตเนส 100 บาทต่อเดือน
  • ค่าโทรศัพท์ 300 ต่อเดือน
  • รวม 12, 400 บาท
ในหนึ่งเดือนเรามีรายได้ 15,000 บาท รายจ่าย 12, 400 บาท ดังนั้นเราจะมีเงินเหลือประมาณ 2,600 บาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เราต้องเก็บให้ได้  5,500 บาท ซึ่งหากใช้จ่ายเหมือนเดิม เราก็ไม่สามารถเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย จึงต้องไปลองคิดทบทวนว่าสามารถหักรายจ่ายส่วนไหนได้บ้าง เช่น 
  • ค่าเดินทาง อาจเปลี่ยนจากการเดินทางโดยรถไฟฟ้า มาเป็นการนั่งรถเมล์ธรรมดาราคาแค่ 10-20 บาท ทำให้ประหยัดเงินไปได้วันละ 30 บาท ในหนึ่งเดือนทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 600 บาท 
  • ส่วนค่าอาหารอาจลดเหลือ 120 บาท สามมื้อ มื้อละ 40 บาท  ในหนึ่งเดือนทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 2,400 บาท  เลือกกินของที่มีประโยชน์ หลากหลาย ราคาถูก สะอาด มีคุณภาพ เช่น ตอนเช้ากินนมและขนมปัง ตอนกลางวันข้าวผัด น้ำ และไอศรีม ส่วนตอนเย็นกินผัดไท และผลไม้ อย่าเลือกแค่ให้ถูก หรือกินน้อยลง เพราะอยากมีเงินเก็บ ถ้าทำอย่างนั้นสุขภาพจะแย่ เราจะรู้สึกไม่สบาย ไม่มีพลังในการทำงาน ชีวิตไม่มีความสุข และเกลียดการเก็บเงินไปเลย เราต้องเก็บเงินไปด้วย และมีความสุขกับชีวิตไปด้วย 
  • ค่าเสื้อผ้า รองเท้า ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกเดือน สามารถใช้ของเก่า เลือกตัวโน่นมาใส่กับตัวนี่ สลับสับเปลี่ยนกันไป ก็จะช่วยให้ประหยัดเงินไปได้ 500 บาท  คิดจะเก็บเงินนั้น เราต้องหยุดเที่ยว หยุดซื้อของแบบว่าเห็นว่าสวยแล้วซื้อ ซื้อเมื่อจำเป็นต้องซื้อ 
จากการคิดทบทวนหักรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้มีเงินเพิ่มขึ้น (600+2,400+500= 3,500 บาท) จากนั้นบวกกับเงินที่เหลือ (3,500+2,600= 6,100 บาท) ในหนึ่งเดือนเราสามารถมีเงินเก็บ  6,100 บาท ดังนั้นในหนึ่งปีเราจะมีเงินเก็บ (6,100X12= 73,200 บาท) เราสามารถมีเงินไปเที่ยวยุโรป ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และมีเงินเก็บเหลืออีก (73,200-65,000= 8,200 บาท) เก็บไว้ในธนาคารใช้ยามฉุกเฉิน

3. จัดสรรปันส่วน การใช้เงิน จากข้างต้นเป็นแค่แผนที่ตั้งไว้ การจะเหลือเงินเก็บจริงๆ นั้น เราต้องเคร่งครัดเรื่องการใช้จ่าย และเก็บเงิน โดยต้องมีการจัดสรรการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ 

  • เริ่มจากได้เงินเดือนมา 15,000 บาท เบิกมาแค่ที่เราจะใช้ คือ (15,000-6,100= 8,900 บาท)
  • จากนั้นนำ  8,900 บาท มาแยกเป็นสัดส่วนตามรายจ่ายข้างต้นเก็บแยกในซองจดหมาย จะได้ทั้งหมด 6 ซอง ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าสมาชิกฟิตเนส ค่าโทรศัพท์ 
  • ห้ามนำเงินมาปะปนกัน ใช้จ่ายเป็นส่วนๆ เมื่อแบ่งเสร็จแล้ว นำเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าสมาชิกฟิตเนส และค่าโทรศัพท์ 
  • ค่าเดินทางและค่าอาหาร นำมาใส่กระเป๋าเงิน เป็นวันๆ ก็จะได้ค่าอาหารวันละ 120 บาท ค่ารถวันละ 20 บาท ห้ามนำมาใส่ทั้งหมด เพราะเราจะเผลอใช้จนหมด 
  • ค่าของใช่ส่วนตัว นำมาใส่กระเป๋าเมื่อจะไปซื้อของ เช่นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ก่อนไปซื้อของ ต้องมานั่งจดว่าจะซื้ออะไรบ้าง ห้ามไปเดินดูแล้วเลือกซื้อ เพราะเราจะใช้เงินเกินที่กำหนด
  • หากมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้เงิน สามารถกดเงินที่เก็บไว้ได้ เพราะจากข้างต้นเรามีเงินเก็บฉุกเฉิน  8,200 บาทต่อปี 

4. ลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัตินั้น เราต้องใช้จ่ายตามที่ได้จัดสรรไว้อย่างเคร่งครัด เลิกนิสัยการใช้จ่ายเดิมๆ เห็นแล้วซื้อ เลิกเที่ยวเล่น ใช้จ่ายแค่ที่จำเป็น ช่วงแรกอาจจะยากหน่อย แต่พอเริ่มทำได้ในหนึ่งเดือน เราเห็นเงินเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีกำลังใจดีๆ ในการเก็บเงิน บางครั้งอาจเหนื่อย ให้คิดที่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ ว่าจะเก็บเงินทำไม ก็ทำให้มีกำลังใจเก็บเงินต่อไป 


5. ประเมินผล ทุกๆ เดือนต้องมาประเมินผลว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากทำไม่ได้เป็นเพราะอะไร ต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่หรือไม่ เช่น อยากกินอาหารเพิ่ม อยากซื้อหนังสือมาอ่าน อยากดูหนังกับเพื่อน เป็นต้น ก็ลองถามตัวเองว่าจะหักรายจ่ายส่วนไหน หรือต้องหางานเพิ่ม เพื่อนำมาใช้จ่ายในส่วนที่เพิ่มขึ้น 


6. หางานเสริม ช่วยเพิ่มเงินเก็บ การทำงานเพิ่ม หรือหารายได้เสริมนั้นเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เก็บเงินได้มากขึ้น เร็วขึ้น แต่เราก็ต้องยอมเหนื่อย บางคร้ั้งอาจไม่มีวันหยุด แต่เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้น โดยเราอาจเริ่มจากการมองหางานที่ชอบ ที่ถนัด และคิดว่าทำแล้วสนุก เช่น งานเขียน งานแปล สอนพิเศษ แจกแบบสอบถาม แจกใบปลิว ขายของทางอินเตอร์เน็ต พิธีกรตามงานต่างๆ จัดดอกไม้ ขายกาแฟ ขายไอติม เฝ้าร้านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น เมื่อรู้ว่าชอบงานไหนแล้ว ก็ลองหาในเว็บไซต์หางาน และหาเวลาว่างลองทำดู ทำด้วยความสนุกสนาน ไม่บังคับตัวเองว่าต้องทำ เราก็จะได้ทั้งเงินเก็บ ประสบการณ์ทำงาน พบเพื่อนใหม่ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ถือว่าเป็นกำไรที่ดีของชีวิต อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหางานเสริมได้ ที่นี่


สุดท้ายนี้อยากฝากทุกคนไว้ว่า การเก็บเงินนั้นไม่ใช่แค่เก็บเงิน แต่เป็นการรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม รู้ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ สามารถใช้จ่ายได้เท่าไหร่ต่อเดือน และต้องเหลือเท่าไหร่ เราต้องทำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด แต่อย่างเคร่งเครียด เอาเป็นเอาตาย

ทั้งนี้แต่ละคนก็มีวิธีต่างกันไปในการเก็บเงิน ลองถามหลายๆ คน แล้วเอามาปรับใช้กับตัวเอง ไม่เคร่งเกินไปจนเรารู้สึกแย่ ไม่หย่อนเกินไปจนเก็บเงินไม่ได้ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เดี๋ยวก็เก็บได้เอง เริ่มจากเก็บน้อยๆ ไปก่อน อย่าตั้งเป้าหมายสูง เมื่อเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินได้ ก็จะเก็บได้มากเอง ขอให้สนุกกับมัน และให้คิดเสมอว่าเราได้ทำสิ่งดีๆ ในชีวิต ทำให้ชีวิตดีขึ้น



ขอให้ทุกคนมีความสุข สนุกสนานในการเก็บเงิน


สิ่งของที่ต้องมีติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ

บทความที่แล้ว เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ ได้พูดถึงสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ บทความนี้จะพูดถึงสิ่งของที่ต้องเตรียมเพื่อพกติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ 

1. หนังสือเดินทาง (Passport) ก่อนเดินทางควรตรวจดูว่าพาสปอร์ตหมดอายุหรือยัง ถ้าใกล้หมดอายุควรรีบต่อพาสปอร์ต ตรวจดูความถูกต้องของชื่อ และความเรียบร้อยของพาสปอร์ต ว่ามีรอยยับ รอยขีดข่วนหรือไม่ หากมีข้อผิดพลาดควรรีบแก้ไข และหากเดินทางไปประเทศที่ต้องขอวีซ่า ควรรีบดำเนินการแต่เนิ่นๆ เมื่อได้รับวีซ่าแล้ว ควรตรวจความถูกต้องของชื่อให้ตรงกับพาสปอร์ต และถ่ายสำเนาเอกสารเก็บไว้หนึ่งชุด ในกรณีที่พาสปอร์ตสูญหายในต่างประเทศ สามารถนำสำเนาเอกสารไปยื่นที่สถานีตำตรวจ และนำใบแจ้งความมาติดต่อที่สถานทูตเพื่อออกเอกสารเดินทางแทน 

2. เอกสารส่วนบุคคล ก่อนเดินทางควรควรเตรียมเอกสารซึ่งแสดงหลักฐานเกี่ยวกับตัวท่าน เช่น ใบอนุญาตขับขี่ที่ไม่หมดอายุ บัตรประชาชน บัตรประจำตัวพนักงาน บัตรนักศึกษา และนามบัตรที่ระบุที่อยู่ปัจจุบัน 

3. ตั๋วเครื่องบิน ซึ่งระบุวันไปกลับแน่นอน ต้องเตรียมไว้เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทราบว่าท่ามีเจตนาเดินทางกลับประเทศเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ 

4. ตารางการท่องเที่ยว เดินทาง ก่อนออกเดินทางควรทำตารางการเดินทาง การท่องเที่ยวแบบคร่าวๆ ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อเตรียมเสื้อผ้า จัดกระเป๋า การจองโรงแรม ที่พัก หรือเช่ารถ และทำให้ตัวท่านเองรู้ว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ต้องเดินทางไปที่ไหน จะไปอย่างไร และต้องติดต่อกับใครบ้าง 

5. หนังสือเชิญ ในกรณีที่มีหนังสือเชิญจากบริษัทต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัย ญาติ หรือเพื่อน ควรนำติดตัวไปด้วย ในบางประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอาจขอดูเอกสารดังกล่าว 

6. เอกสารเกี่ยวกับที่พัก โรงแรม ที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัทพ์โรงแรมและการจองห้องพัก ซึ่งจะทำให้ทั้งตัวท่านเองและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทราบว่า ท่านกำลังจะไปไหน เมื่อทราบข้อมูลเป็นที่แน่ชัดแล้ว ย่อมเป็นการง่ายต่อการเดินทางของท่านให้ถึงที่หมายรวดเร็วขึ้น 

7. รูปถ่ายขนาดมาตราฐาน ควรพกติดตัวไว้สัก 1-2 รูป เผื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ 

8. หนังสือแนะนำตัว ในกรณีที่บริษัทส่งไปดูงาน ติดต่อธุรกิจ ควรมีหนังสือแนะนำตัวซึ่งออกโดยบริษัท ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่บริษัทในต่างประเทศทราบว่าท่านเป็นใคร มาจากไหน และอำนวยความสะดวกในการติดต่อ ทำธุระให้ท่าน ซึ่งจะช่วยให้ท่านทำงานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น 

9. แผนที่ หนังสือนำเที่ยว คู่มือเดินทาง ก่อนเดินทางควรซื้อหนังสือ นำเที่ยว คู่มือเดินทาง และแผนที่ ศึกษาให้ละเอียด ในแผนที่ควรทำเครื่องหมายในสถานที่สำคัญ เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาล โรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปเยือน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการสังเกต และควรพกติดตัวไปตอนเดินทาง ซึ่งจะช่วยให้ท่านไม่หลงทาง เดินทางด้วยตนเองได้ 

10. ดิกชันนารี ควรมีทั้งดิกชันนารีภาษาอังกฤษ และดิกชันนารีภาษาของประเทศที่ไปเยือน ทั้งนี้เพื่อใช้หาคำศัพท์ที่ต้องการ ติดต่อสื่อสารกับคนในประเทศนั้นได้ หรือหากยังพูดไม่คล่องมาก ควรซื้อหนังสือบทสนทนาภาษาต่างประเทศพกติดตัวไปด้วย 

11. กล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ ควรเช็คตรวจดูว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ หากมีข้อบกพร่องควรรีบแก้ไข และเตรียมถ่าน ที่ชาร์ทไปให้พร้อม ทั้งนี้เพื่อใช้บันทึกภาพสวยๆ ความทรงจำดีๆ ในการเดินทาง

12. สมุดบันทึก พร้อมเครื่องเขียน ควรจดที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์สถานที่สำคัญใว้ในสมุด เช่น สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลในประเทศที่ไปเยือน สถานนีตำรวจ โรงพยาบาล ที่พัก โรงแรม บ้านเพื่อน หรือญาติที่จะไปเยี่ยมในประเทศนั้น เป็นต้น นอกจากนี้สามารถใช้สมุดดังกล่าว จดบันทึกความรู้สึก ความทรงจำดีๆ ในขณะเดินทาง ไว้อ่านหลังจากกลับมาจากเดินทาง เป็นการทบทวนความทรงจำดีๆ อีกครั้ง ที่สำคัญยังสามารถนำเรื่องราวที่จดบันทึกมาเขียนเป็นหนังสือ ตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่าน ได้ร่วมแชร์ความรู้สึก ประสบการณ์ดีๆ 

13. บัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ ควรพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อใช้ติดต่อกับคนทางบ้าน หรืออาจเปิดใช้ Roaming บริการโทรข้ามแดนจากมือถือ แต่แพงมาก แนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น 

14. เงินและบัตรเครดิต ไม่ควรพกเงินติดตัวไปมากนัก ควรศึกษาสกุลเงินของประเทศที่จะไปเยือน และแลกเงินให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง หากเดินทางไปในประเทศที่ใช้สกุลที่ไม่สามารถแลกได้ในไทย เช่น ประเทศโรมาเนีย ใช้ Leu ให้แลกเป็น USD หรือ EURO จากนั้นเมื่อเข้าประเทศโรมาเนีย ค่อยนำเงินนั้นมาแลกเป็นเงินของโรมาเนีย เป็นต้น ควรพกในรูปแบบตั๋วแลกเงิน (Traveller Cheque ) หรือบัตรเครดิตวีซ่าและมาสเตอร์ เป็น 2 ยี่ห้อหลักที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก หรือบัตรเดบิต ซึ่งสามารถใช้เบิกเงินในต่างประเทศได้ แต่จะเสียค่าธรรมเนียม 150 บาทต่อครั้ง หรือขึ้นอยู่กับทางธนาคาร ควรสอบถามธนาคารให้แน่ใจเรื่องการเบิกจ่าย และการเสียค่าธรรมเนียม 

15. เอกสารเกี่ยวกับประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันการเดินทาง ก่อนเดินทางแนะนำให้ทำประกันการเดินทาง และพกเอกสารสัญญาการทำประกัน เอกสารการติดต่อบริษัทไปด้วย เพื่อใช้ติดต่อบริษัทเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ

15 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปเมืองนอก 

การเดินทางไปต่างประเทศนั้น ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยว ทำงาน อบรม สัมนา แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เรียนภาษา หรือเรียนต่อ แน่นนอนว่าเราต้องได้เจอสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นสิ่งสวยงาม แปลกๆ ใหม่ ได้เปิดหู เปิดตา เปิดโลกทัศน์ เห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเพื่อนใหม่ ได้ท่องเที่ยว สนุกสนาน ฝึกใช้ชีวิตในต่างแดน ช่วยเหลือ แก้ไขปัญา ดูแลตัวเอง และได้เพิ่มพูนทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ 

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่สิ่งดีอย่างเดียว การไปต่างประเทศเราอยู่ไกลบ้าน บางครั้งอาจรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา คิดถึงบ้าน อาจผิดหวัง เมื่อมาถึงแล้ว ภาพความสวยงามของประเทศที่เราได้วาดฝัน กับความจริงที่ปรากฏช่างแตกต่างกัน รวมไปถึงความแตกต่างด้านภาาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก่อน ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศกลายเป็นฝันร้าย ไม่สวยงาม สนุกสนานเหมือนที่ตั้งใจไว้ 

สิ่งที่สำคัญก่อนการเดินทางไปต่างประเทศก็คือ "การเตรียมพร้อม" ทั้งการเตรียมตัว เตรียมตัวใจ ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจก่อนการเดินทาง ป้องกันภัยที่อาจเกิดกับตัว หรือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันเวลา และช่วยให้การท่องเที่ยว ทำงาน และใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น เรื่องเที่เราต้องเตรียมตัว เตรียมใจนั้น ก็ได้แก่

1. ความห่างไกลบ้าน ก่อนไปต่างประเทศนั้น เราต้องทำใจไว้เลยว่า เราต้องห่างไกลบ้าน ทุกอย่างในต่างประเทศอาจไม่สะดวกสบายเหมือนบ้าน เจอผู้คนที่แตกต่าง แปลกๆ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ถนนหนทาง การเดินทาง การใช้ชีวิตต้องต่างออกไป เราต้องรับให้ได้ และพร้อมที่จะปรับตัว เราต้องเตรียมพร้อมเรื่องการติดต่อกับคนที่บ้าน จดที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ในต่างแดนให้คนที่บ้านใช้ติดต่อได้ และควรซื้อบัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น Facetime, Facebook, Line, Skype, E-mail, Twitter เพื่อติดต่อกับคนทางบ้านยามคิดถึง ยามมีปัญหา หรือยามฉุกเฉิน 

2. ภาษา การไปต่างประเทศ ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราต้องใช้สื่อสารอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และภาษาของประเทศนั้นๆ ควรสำรวจตัวเองว่ามีความพร้อมด้านภาษามากน้อยแค่ไหน สามารถสื่อสาร ช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ หากภาษายังไม่ดีพอ ควรเรียนเพิ่มเติม ฝึกใช้ให้คล่อง และมีดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา หากเดินทางไปในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ควรฝึกใช้ภาษาของประเทศนั้นด้วย และซื้อคู่มือการสนทนาติดตัวในขณะเดินทาง หากพูดไม่ได้ ก็สามารถเปิดอ่าน หรือเขียนได้ 


3. ข้อมูลประเทศ
ข้อมูลนั้นสำคัญมาก การรู้ข้อมูลทำให้เรามั่นใจในการเดินทาง ไม่ถูกหลอกได้ง่าย หากเกิดปัญหาก็แก้ไขได้ทัน ก่อนเดินทางไปต่างประเทศนั้น ควรศึกษาข้อมูลประเทศนั้นอย่างละเอียด  ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ เชื้อชาติ ศาสนา จุดเด่น ความน่าสนใจ วิถีชีวิต ทีอยู่ที่พัก อาหาร สภาพอากาศ เวลา สกุลเงิน การแลกเงิน ระบบไฟฟ้า สถานที่สำคัญ  สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่อันตราย เบอร์โทรติดต่อสถานที่สำคัญ เช่น สถานีตำรวจ สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ โดยสามารถอ่านในเว็บไซต์การท่องเที่ยว หรือหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับประเทศนั้นมาอ่าน ซึ่งสามารถใช้เป็นไกด์ในการเดินทางได้อีกด้วย 


4. ข้อมูลด้านวัฒนธรรม ต่างประเทศแน่นอนว่าต้องแตกต่างด้านวัฒนธรรม เราควรเรียนรู้วัฒธรรมของประเทศที่จะไปเยือน และให้ความเคารพ นอกจากนี้ควรศึกษาข้อห้าม สิ่งที่ห้ามทำในประเทศ และมารยาทที่ควรปฏิบัติ เช่น ในประเทศกรีกการแสดงอากัปกิริยาโดยทำแผ่ฝ่ามือแบบนี้ต่อหน้าชาวกรีกนั้น ถือว่าเป็นการดูถูก หรือในประเทศจีน ถ้าคุณกินหมดจนคำสุดท้าย แปลว่าเขาให้อาหารคุณไม่พอกิน ไม่ว่าอาหารนั้นจะอร่อยแค่ไหน คุณก็ต้องกินเหลือไว้อย่างน้อยคำหนึ่งเสมอ และถ้าคุณกินไปคุยไป (คุยในขณะที่อาหารเต็มปาก) และถึงกับเรอเมื่ออิ่มนั้นเป็นมารยาทดีสุด ๆ 

5. ข้อมูลด้านกฏหมาย ควรศึกษากฏหมายของแต่ละประเทศ รวมไปถึงกฏหมายศุลกากร สิ่งที่ของที่ห้ามนำเข้าประเทศ และจำนวนเงินที่นำเข้าประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย การนำอาวุธปืน กระสุน วัตถุระเบิด หรือยาเสพติดร้ายแรงเข้าประเทศจะมีโทษถึงประหารชีวิต สำหรับประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายห้ามนำยาคุมกำเนิดเข้าประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น หากทำผิดกฏหมายแล้วก็อาจทำให้คุณไม่ได้เข้าประเทศนั้นอีกเลย หรืออาจติดคุก เสียค่าปรับ เสียทั้งความรู้สึก เสียเงิน และเสียเวลา ดังนั้นควรศึกษาด้านกฏหมายอย่างละเอียด รอบคอบ และปฏิบัติตามกฏหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด 

6. ข้อมูลด้านการเดินทาง ต้องอ่านให้ละเอียดว่าประเทศที่จะไปนั้น สามารถเดินทางได้ทางไหนบ้าง ทางไหนสะดวกสุด สายการบินที่เข้าประเทศมีสายการบินอะไรบ้าง พร้อมตรวจสอบราคา เวลา และคุณภาพ การให้บริการ นอกจากนี้ควรศึกษาการเดินทางภายในประเทศว่าสามารถเดินทางได้อย่างไร เช่น รถไฟ รถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ ทางไหนสะดวกสุด ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และเราจะสามารถเดินไปที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ที่ทำงาน ที่เรียน ได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อความสะดวกควรซื้อแผนที่การเดินทางของประเทศนั้นพกติดตัวไปด้วย

7. ข้อมูลสถานทูตไทยในต่างประเทศ ควรจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน หากไปอยู่เป็นระยะเวลานานควรแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ ให้สถานทูตหรือ สถานกงสุลไทยประจำประเทศที่ไปอยู่ทราบ รวมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ทุกครั้ง เพื่อทางสถานทูต สถานกงสุลสามารถติดต่อท่านได้ในยามฉุกเฉิน


8. หนังสือเดินทาง (Passport) และวีซ่า (Visa)
ควรตรวจสอบอายุหนังสือเดินทาง ควรให้มีอายุ 6 เดือนก่อนเดินทาง และควรอ่านข้อปฏิบัติวีซ่าของแต่ละประเทศให้เข้าใจก่อนเดินทาง และไม่อยู่เกินวีซ่า หรือใช้วีซ่าผิดประเภท ที่สำคัญควรถ่ายสำเนาเอกสารหนังสือเดินทางและวีซ่าเก็บไว้อย่างน้อย 1-2 ชุด 
ในกรณีที่หนังสือเดินทางหายให้แจ้งความต่อตำรวจท้องถิ่นและนำใบแจ้งความมา ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานทูต หรือสถานกงสุลไทยที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อขอออกเอกสาร การเดินทางแทน หากมีบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงก็จะช่วยให้ออกเอกสารการเดินทางได้เร็วขึ้น

9. ยารักษาโรค หากใครที่มีโรคประจำตัว ควรพกยาติดตัวไว้ พร้อมใบกำกับรับรองจากแพทย์ นอกจากนี้ควรเขียนวิธีใช้อย่างละเอียดไว้ด้วย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องการให้คนช่วยเหลือ คนอื่นสามารถอ่านข้อปฏิบัติและให้ยาได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ควรเตรียมยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาแก้ปวด ยาลดน้ำมูก ยาแก้ท้องเสีย ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ไว้ใช้ยามเจ็บปวดเล็กน้อย  

10. เสื้อผ้า ควรตรวจสอบดูสภาพภูมิอากาศของประเทศที่จะเดินทางไป เพื่อเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้นๆ เช่น ไปเมืองร้อน ควรเตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย อากาศถ่ายเทได้ดี หากไปเมืองหนาว ควรหาซื้อหมวก ผ้าพันคอ รองเท้าบูต เสื้อกันหนาว ลองจอนกันหนาว ถุงน่อง ถุงเท้า เป็นต้น และควรวางแผนกิจกรรมที่จะทำในขณะท่องเที่ยว เพื่อเลือกเสื้อผ้าอย่างเหมาะสม หากเดินทางไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ควรมีชุดประจำชาติพร้อมเครื่องประดับ และแต่งกายให้สุภาพ เหมาะสมกับกาละ เทศะ นอกจากนี้ควรศึกษาข้อห้ามในการแต่งกายของแต่ละประเทศด้วย เช่น การเดินทางไปในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้หญิงต้องแต่งกายให้มิดชิด สุภาพ ไม่โชว์เนื้อหนัง เป็นต้น 

11. กระเป๋าเดินทาง ควรตรวจสอบกับสายการบินว่าสามารถนำกระเป๋าขึ้นเครื่องได้กี่ใบ ลงใต้เครื่องได้กี่ใบ น้ำหนักเท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อสามารถจัดกระเป๋าเดินทางได้ถูกต้อง น้ำหนักไม่เกิน ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถนำกระเป๋าขึ้นเครื่องได้หนึ่งใบ โดยไม่พกของเหลว วัตถุอันตราย และของมีคมขึ้นเครื่อง ในกระเป๋านี้ควรพกพวกเอกสารการเดินทาง เอกสารประจำตัว หนังสือเดินทางต่างๆ ส่วนใต้ท้องเครื่องนั้น สามารถฝากกระเป๋าได้สองใบ แนะนำว่าไม่ควรเป็นกระเป๋าแบบไฟเบอร์ เพราะแตกหักง่าย ควรเลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะกับตนเอง และสถานที่ หากไปในที่ทุรกันดาร ภูเขา ป่า ควรพกกระเป๋าเดินทางแบบสะพาย แต่ถ้าหากไปในที่สะดวกๆ ไม่ต้องปืนป่าย และไม่มีบันไดมาก สามารถพกกระเป๋าที่มีล้อเลื่อนได้ นอกจากนี้การจัดกระเป๋าเดินทางนั้น ควรวางของใช้ที่จำเป็นไว้ข้างบนสุด เพื่อง่ายในการใช้ ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลา 


12. ตั๋วเครื่องบิน ควรเลือกซื้อกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจได้ และควรเลือกที่นั่งเที่ยวบินให้เหมาะกับตนเอง หากเป็นคนที่ชอบนอน ไม่ชอบลุกไปนั่งควรนั่งติดหน้าต่าง หรือบางคนชอบลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ก็ควรนั่งติดทางเดิน เป็นต้น (สามารถอ่านวิธีการเลือกซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกได้ ทีนี่)

13. การเงิน แน่นอนว่าไปต่างประเทศนั้นควรเตรียมพร้อมด้านการเงิน ควรหาข้อมูลค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ ค่าโรงแรม ที่พัก อาหารการกิน เพื่อคำนวณเงินที่เราต้องใช้ หากไม่พอควรวางแผนเก็บเงิน หรือทำงานเสริมเพื่อให้มีเงินเพียงพอใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ และมีเก็บไว้ในธนาคารยามฉุกเฉิน ไม่ควรพกเงินสดติดตัวไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ควรทำบัตรเดบิต บัตรเดรดิต เพื่อเบิกเงินสดใช้ในต่างประเทศ หรือทำเป็นตั๋วแลกเงิน (Traveller Cheque)  เพราะปลอดภัยมากกว่าการพกเงินสด ถ้าหากไปอยู่ต่างประเทศนานๆ แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารที่ต่างประเทศ และหากต้องการส่งเงินกลับบ้าน หรือให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ที่ต่างประเทศ สามารถใช้บริการ Western Union และ Money Gram หรือ Paypal

14. ประกันภัย การเดินทางควรทำประกันภัยทั้งเรื่องกระเป๋าเดินทาง  สุขภาพ และประกันชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปอยู่ต่างประเทศนานๆ เช่น ไปทำงาน หรือไปเรียน ทั้งนี้เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในต่างแดนนั้นสูงมาก การทำประกันก่อนการเดินทางจะช่วยป้องกันการเสียค่าใช้จ่ายในคราวมีอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ ที่สำคัญการตรวจสุขภาพและทำฟัน หรือการฉัดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนการเดินทางไปเมืองนอก 

15. สติ และกำลังใจ สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย คือ การเตรียมใจให้พร้อมกับทุกสิ่งที่เจอ ไม่ว่าเรื่องดีและร้าย และมีสติอยู่เสมอ การเดินทางในต่างแดนนั้น อันตรายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราต้องไม่ประมาท คอยดูแลตัวเองและทรัพย์สิน ของมีค่าอยู่ตลอดเวลา หากเดินทางคนเดียว โดยเฉพาะผู้หญิง พยายามอย่าพกของมีค่าที่จะเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพ และอย่าถือของพะรุงพะรัง ให้แยกของเป็นสัดส่วน และพกในกระเป๋าใบเดียว ที่สามารถดูแลได้ง่าย ในที่พักหรือโรงแรม พยายามอย่าวางของมีค่าเรี่ยราด ให้เก็บมิดชิดติดตัวไว้ตลอดเวลา  เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้มีสติ ค่อยๆ คิด และพยายามขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดก่อน หรือหากไม่มีญาติ หรือคนรู้จัก ควรติดต่อตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่สถานทูตในประเทศนั้นๆ 


สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุก มีความสุขกับการเดินทางนะคะ