วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563

ปักกิ่ง Beijing วันเดียวก็เที่ยวได้



วันนี้ร้านอาหารที่ฉันทำงานอยู่คนไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ ฉันเลยมีเวลาได้หายใจหายคอ มองไปรอบๆ ฉันมองไปที่โต๊ะ 21 โต๊ะหัวมุมร้าน เห็นป้าคนจีนอายุประมาณ 60 กว่าๆ กำลังนั่งดูเมนูอาหารภาษาอังกฤษอย่างงกๆ เงิ่นๆ เห็นแล้วฉันก็นึกถึงตัวเองตอนไปเที่ยวจีนไม่มีผิด

ฉันชอบเที่ยวคนเดียว ไม่ชอบมีไกด์ เวลาไปเที่ยวประเทศที่เขาไม่พูดภาษาอังกฤษกัน ฉันเลยไปไหนไม่ค่อยถูก ฉันนึกถึงตัวเองแล้วก็อดขำไม่ได้ ท่าทางฉันตอนไปเที่ยวปักกิ่ง Beijing เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วก็ดูสับสน งงๆ ไม่ต่างจากป้าเท่าไหร่ ด้วยความที่ปักกิ่งไม่ค่อยมีป้ายภาษาอังกฤษ ผู้คนก็ไม่ค่อยพูดอังกฤษกันเท่าไหร่ เลยทำให้การท่องเที่ยวของฉันเป็นไปอย่างลำบาก

จากแอตแลนต้า Atlanta บินไปปักกิ่ง ใช้เวลาประมาณ 16 ชั่วโมง ฉันเดินทางด้วยสายการบิน Air China เพราะราคาถูกกว่าสายการบินอื่นๆ ก็อย่างว่านะ บริการที่ได้รับก็ตามราคา เครื่องบินค่อนข้างเก่า เก้าอี้ก็จะเล็กกว่าสายการบินที่ฉันเคยนั่ง อาหารบนเครื่องฉันแทบไม่แตะเลย เพราะมันดูมัน และจืดชืดมาก สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมีความบันเทิงเริงใจ ก็เห็นจะเป็นหนังบนเครื่องนี้แหละ หนังเอเชียพวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หนังรักโรแมนติกแบบที่ฉันชอบมีให้เลือกเยอะมาก ฉันนั่งดูจนลืมวันลืมคืน ลืมความเจ็บปวดจากการนั่งบนเก้าอี้แข็งๆ แคบๆ ไปเลย 


ฉันกับลูกเดินทางถึงสนามบินปักกิ่งตอนเช้ามืด สนามบินใหญ่น่าดู มีอาคารโดยสารถึง 3 อาคาร เวลาจะไปไหนแต่ละที ต้องนั่งรถไฟในสนามบินไป เจ้าหน้าที่ในสนามบินพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ทำให้ฉันเสียเวลาอยู่นานกว่าจะงมหาที่ทำวีซ่าชั่วคราวได้ ด้วยความที่ฉันกับลูกถือพาสปอร์ตอเมริกัน เวลาจะเข้าจีนต้องทำวีซ่าก่อน แต่ฉันมาแวะเที่ยวแค่วันเดียวเอง เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนในอเมริกาเขาเลยแนะนำว่า ไม่ต้องเสียเงินทำวีซ่าแบบจริงจังหรอก ใช้แค่วีซ่าชั่วคราวที่สนามบินได้เลย

ขั้นตอนการขอวีซ่าไม่ยุ่งยากเลย เจ้าหน้าที่แค่ถามคำถามว่ามาจากไหน จะไปเที่ยวไหนบ้าง และจะกลับวันไหนเท่านั้นเอง แล้วก็เช็คตั๋วเครื่องบินไปกลับของฉันกับลูก เป็นอันจบพิธี



เวลาไปเที่ยวต่างประเทศหรือในประเทศก็ตาม ฉันจะไม่ค่อยใช้บริการ Taxi ด้วยความที่แพงอย่างหนึ่งละ อีกอย่างคือ เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร กลัวเขาพาไปวน ไปทำอะไรไม่ดี ฉันเลยเลือกการเดินทางแบบขนส่งมวลชนมากกว่า ครั้งนี้ฉันเลือกนั่งรถโดยสารประจำทาง เพราะเส้นทางที่รถวิ่งผ่านจะเป็นทางที่คนไปเรียน ไปทำงาน ทำให้ลูกได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่จริงๆ

ตอนที่ฉันไปถึงสถานีรถประจำทางในสนามบิน ฉันแทบจะตะลึง ไม่มีป้ายภาษาอังกฤษเลยคะ ฉันยืนดูแผนที่อยู่นานก็ดูไม่ออก เลยไปขอความช่วยเหลือจากคนขับรถและคนขายตั๋ว ทั้งคู่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ฉันพยายามเปิดเว็บไชต์แปลภาษา ก็ใช้ไม่ได้อีก ที่จีนเขาจะจำกัดการใช้อินเตอร์เน็ต อย่างพวก Facebook เนี่ยเข้าไม่ได้เลย เว็บไชต์บางเว็บก็เข้าไม่ได้ ใจคอฉันเริ่มไม่ดีละ ไม่รู้ทำไงดี ฉันนิ่งไปอยู่นาน อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า ฉันเคยเก็บรูปถ่ายจัตุรัสเทียนอันเหมิน Tienanmen Square ไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพราะอยากให้ลูกศึกษาที่เที่ยวก่อนออกเดินทาง ฉันเลยยื่นให้ลุงคนขับรถดู เขาก็ชี้สายรถที่ฉันต้องนั่ง พาไปซื้อตั๋ว และพาไปนั่งรถพร้อมบอกคนขับว่าฉันจะไปไหน ถึงจะพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ฉันก็สัมผัสได้ว่าคนที่นี่ใจดีไม่น้อย

ตัวรถประจำทางข้างนอกยังดูดีอยู่เลย ข้างในสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ รถที่ฉันนั่งเป็นรถสาย 7 เดินทางจาก Airport West Railway Station รถออกทุกๆ 30 นาที สำหรับคนที่อยากเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนของปักกิ่ง ฉันแนะนำให้เข้าไปศึกษาข้อมูลในเว็บไชต์นี้ก่อน www.travelchinaguide.com ให้ข้อมูลการเดินทางไว้อย่างละเอียดเลยละ ทั้งการเดินทางด้วยรถบัส รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน รถทัวร์

การท่องเที่ยวครั้งนี้ฉันมีเวลาแค่วันเดียวเอง เพราะฉันแค่มารอต่อเครื่องไปไทย ฉันเลยคัดแค่สถานที่เด็ดๆ เท่านั้น ญาติผู้ใหญ่ของฉันหลายคนพอรู้ว่าฉันแวะเที่ยวแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็คัดค้านใหญ่ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน รอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยไป ให้มีเวลาสักอาทิตย์ มีเงินให้เที่ยวแบบสบายๆ อย่าเอาลูกออกไปตะลอนเลย มันร้อน มันอันตราย

แต่ก่อนฉันเป็นแบบนั้นนะ เป็นพวก perfectionism ต้องรอให้ทุกอย่างพร้อม เป็นไปตามขั้นตอนที่คิด ที่วางแผนไว้ก่อนถึงจะทำ ถ้าฉันรู้ว่าทำแบบไม่พร้อม แล้วผลออกมาไม่ดี ฉันก็จะยังไม่ทำ แต่ฉันพบว่าเวลาเป็นแบบนี้ มันทำให้ฉันพลาดอะไรหลายอย่างไป บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำเมื่อไหร่จะพร้อม แล้วก็ไม่ได้ทำสักที ครั้งนี้ฉันเลยตั้งใจเมื่อมีโอกาสมาถึงแล้ว ฉันจะก็ลงมือทำเลย ทำไปตามความพร้อมและงบประมาณที่ฉันมีอยู่ ไม่ต้องเที่ยวแบบหรูหราอะไรมาก แค่ได้พาลูกไปเปิดหูเปิดตา สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ลูกไม่เคยเห็น ไม่เคยได้เรียนรู้ ได้ชิมอาหารจีนแบบต้นตำรับ แค่นี้ก็พอแล้วนะ  

การจราจรที่ปักกิ่งไม่ต่างกรุงเทพเลย มีทางด่วน ถนนใหญ่ๆ เส้นทางไฮเวย์เยอะมาก ตอนเช้าช่วง 8 โมง รถติดเป็นชั่วโมง จนลูกลิงของฉันเผลอหลับไป พอไม่ต้องดูลูก ฉันก็มีเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบๆ ฉันมองไปนอกหน้าต่าง ตึกที่นี่เก่าพอสมควร มีทั้งตึกแบบทันสมัย และตึกแบบจีนโบราณผสมผสานกันไป เมืองค่อนข้างแออัด ก็แน่สินะ เขาเป็นเมืองหลวงของจีนและเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก มีจำนวนคนที่อาศัยอยู่ประมาณ 20,693,000 คน

ผู้คนในรถโดยสารก็ดูเป็นมิตร ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส พูดกับฉันไม่รู้เรื่อง แต่ก็พยายามมีบทสนทนา ถามว่าฉันจะไปไหน พยายามจะหาอะไรมาให้ลูกฉันหนุนหัวตอนนอน กล้วลูกฉันคอเคล็ด ดูไปก็เหมือนคนแก่แถวบ้านนอกที่ฉันอยู่เลย ถึงแม้จะไม่ใช่ลูกหลานเขา เขาก็ดูแลเอาใส่ใจเหมือนลูกเหมือนหลานเขาเลย 


ฉันนั่งรถอยู่ประมาณชั่วโมง ก็ถึงที่หมาย ตรงป้าย Qianmen Street คนในรถช่วยกันบอกว่าให้ลงป้ายนี้เลย เริ่มต้นทริปก็ประทับใจละ ฉันกับลูกเดินออกจากรถประจำทางด้วยรอยยิ้ม เดินเข้าไปตามซอยเล็กๆ เพื่อหาอาหารเช้าทาน พอเราเห็นร้านแรกที่ขายติ่มซำก็รีบตรงเข้าไปเลย ไม่ได้เช็คราคา หรือมองร้านรอบๆ ก่อน


ก็เช่นเคยคะ ในร้านไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย ป้ายภาษาอังกฤษก็ไม่มี รูปก็ไม่มีให้ชี้ ฉันเลยเอาแบบง่ายๆ คนข้างๆ เขาสั่งอะไรก็ตามนั้นคะ ก็ได้ซาลาเปากับโจ๊กร้อนๆ มา รสชาติก็ไม่จัดจ้านเลย จืดมาก ฉันว่าอาหารจีนที่เยาวราชยังอร่อยกว่าต้นตำหรับอีกอะ


อิ่มท้องแล้ว สองคนแม่ลูกก็ออกไปถ่ายรูปเล่น สองข้างทางมีรูปปั้นคนจีนสมัยโบราณเต็มไปหมด เราเดินไปเรื่อยๆ ก็เจอร้านติ่มซำอีกหลายร้านเลย ราคาถูกกว่า มีอาหารให้เลือกเยอะกว่า คนขายก็เป็นมิตรและพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย ฉันแอบเสียใจเบาๆ แต่ก็ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยแวะกลับมากินละกัน

ที่ปักกิ่ง สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นด้านประวัติศาสตร์ มีวัดดังๆ เยอะมาก เช่น Temple of Heaven หอสักการะฟ้าเทียนถาน ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 14 ปี เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีเซ่นไหว้ฟ้าฝน จักรพรรดิของจีนจะต้องเสด็จทุกปีเพื่อกราบไหว้ขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยบันดาลความสมบูรณ์พูนสุขแห่งพืชผลมาตลอดปี อีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจก็คือ วัดลามะ หรือ ยงเหอกง ที่พำนักขององค์ชายสี่ในสมัยราชวงศ์ ชิง ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง พระราชวังที่นี่ก็สวยมาก อย่างพระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ในเขต Haidian ห่างจากกรุงปักกิ่งไป 15 กิโลเมตร มีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศจีน และได้รับคัดเลือกจากองการ UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี 1998

ช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนจากต่างเมือง เป็นนักเรียนมาทัศนศึกษา ฉันแทบไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติยุโรปหรืออเมริกาเท่าไหร่


อากาศช่วงเดือนกรกฏาคมร้อนพอสมควร ฉันกับลูกกินไอติมหมดไปหลายแท่ง ร้านขายของรอบจัตุรัสเทียนอันเหมินเหมือนร้านขายชำบ้านเราเลย มีขนมแปลกๆ ไอติมอร่อยๆ ให้เลือกเยอะ


ที่นี่กว่าจะข้ามถนนได้ ลำบากพอสมควร จะข้ามแบบมั่วๆ ไม่ได้ ตามสองข้างทางจะมีแผงเหล็กกั้นไว้ไม่ให้คนข้ามถนน แต่จะต้องลอดอุโมงค์ใต้ดินข้ามไป อุโมงค์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีทุกมุมถนนนะคะ มีแค่ไม่กี่อัน จะข้ามทีต้องเดินรอบจัตุรัสคะ เพื่อหาอุโมงค์ข้ามถนน เวลาลงไม่เท่าไหร่ แต่เวลาขึ้นอุโมงค์นี้สิคะ บันไดเยอะยิ่งกว่าเดินขึ้นดอยสุเทพ ขานี้ล้ามากคะ เรียกได้ว่ากว่าจะไปถึงที่เที่ยว หมดแรงกันไปเลย

ตำรวจที่นี่ยืนอยู่แทบทุกจุด จนลูกฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า เขามีเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างไรจึงมีตำรวจออกมายืนมากมายขนาดนี้ บ้านเราเวลาตำรวจออกมาทำงานแบบนี้เราจะรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย แต่กลับกันในอเมริกา เวลาบ้านเมืองเรียบร้อย ตำรวจแทบจะไม่มีให้เห็น แต่พอมีประท้วง มีการจราจรที ร้านรวงต่างๆ จะปิดหมด ผู้คนจะอยู่ที่บ้าน ตำรวจจะออกมายืนเรียงราย เต็มถนนไปหมด

ฉันดีใจนะที่เวลามาเที่ยวแล้วลูกรู้จักสังเกต ตั้งคำถาม หาคำตอบในสิ่งที่สงสัย นั่นหมายถึงว่าลูกฉันได้เรียนรู้อะไรเพิ่มมากขึ้นแล้ว ได้รู้อะไรที่ไม่ได้เรียนในห้องเรียน ได้ศึกษาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงๆ




เราเดินฝ่าแดดร้อนมาสักพักก็ถึง จัตุรัสเทียนอันเหมิน จัตุรัสที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก (เคยเป็นจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนกระทั่งปี 1976) มีพื้นที่ทั้งสิ้น 440,000 ตารางเมตร สามารถจุประชากรได้ถึง 1,000,000 คน ถือได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่จัดพิธีฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ ของประเทศจีน



จัตุรัสเทียนอันเหมิน สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1417 ในสมัยราชวงศ์หมิงมีชื่อเดิมว่า "เฉิงเทียนเหมิน" ต่อมาในรัชสมัยของ สมเด็จพระจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิง ทรงโปรดฯให้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1651 และยังทรงโปรดฯให้เปลี่ยนชื่อเป็น "เทียนอันเหมิน" คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู


จัตุรัสนี้ล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่
หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส ตลอดจนพิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ยังมีหอรำลึกประธานเหมา และหอประตูเจิ้งหยางเหมิน




สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศจีนที่ปรากฏตามสื่อทั่วไปก็คือ พลับพลาสีแดงที่มีรูปภาพขนาดใหญ่ของท่านประธานเหมาเจ๋อตุงประดับอยู่ นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามจะต้องเดินข้ามสะพานหินหยกขาวเข้าไป (ประตูตรงกลางห้ามเข้าให้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น) บนฝาผนังสองข้างของซุ้มประตูมีคำขวัญเขียนว่า “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจงเจริญ” และ “ความสามัคคีประชาชนทั่วโลกจงเจริญ” ประดับไว้ด้วย



ลูกฉันก็ไม่น้อยหน้าใคร ขอให้ฉันถ่ายรูปให้ใหญ่จะเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนตอนเปิดเทอม เราเดินเที่ยวอยู่พักใหญ่ ก็หิวอีกแล้ว เลยเดินข้ามถนนไปกินบะหมี่แถวนั้น บะหมี่สีเหลืองกับผักกวางตุ้ง รสชาติใช้ได้เลยละ หรือฉันหิวไม่รู้ กินหมดชามเลย ฉันไม่อยากกินอะไรมากหรอก เพราะเก็บท้องไว้กินเป็ดปักกิ่ง อยากจะชิมจากต้นตำรับ

ที่นี่เวลาร้อนๆ ไม่รู้จะไปหลบแดดที่ไหน ฉันกับลูกก็อาศัยอุโมงค์ใต้ดินนี้แหละนั่งพักกัน อุโมงค์เป็นทางเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดิน พอลูกนั่งเล่นหุ่นยนต์ ฉันก็เลยมีเวลาไปศึกษาเส้นทางรถไฟใต้ดิน ซึ่งเข้าใจง่ายกว่ารถโดยสารประจำทางเยอะ มีภาษาอังกฤษกำกับด้วย หากใครที่จะเดินทางมาเที่ยวจัตุรัสเทียนอันเหมิน ขอแนะนำเลยคะ รถไฟใต้ดิน Line 1 สถานี Tiananmen East ทางออก  A หรือ Tiananmen West ทางออก B จะเจอซุ้มประตูเทียนอันเหมิน อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้าม ซึ่งเป็นฝั่งเหนือของจัตุรัส หรือ Line 2 สถานี Qianmen ทางออก A จะเจอประตูเฉียนเหมินซึ่งเป็นฝั่งใต้ของจัตุรัสเทียนอันเหมิน



ก่อนเดินไปหาร้านเป็ดปักกิ่งอีกฝั่งหนึ่งของเมือง เราเดินผ่าน
ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen Gate) ตั้งอยู่ทางใต้สุดของจัตุรัสเทียนอันเหมิน มีอายุกว่า 500 ปีสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงในสมัยโบราณใช้เป็นประตูหลักของขบวนพระจักรพรรดิเวลาเสด็จเข้าหรือออกจากพระราชวังต้องห้าม ด้านบนเป็นหอคอยสูง 27.3 เมตรรวมกับฐานซุ้มประตูสูงถึง 42 เมตร ซึ่งถือเป็นซุ้มประตูที่สูงที่สุดในปักกิ่ง


สองคนแม่ลูกเดินไปตามถนนใกล้ๆ จัตุรัส มีหลายร้านเหลือเกินที่ขายเป็ดปักกิ่ง เหมือนถนนเยาวราชบ้านเรา ที่ขายของเหมือนๆ กัน ฉันไม่รู้จะเลือกร้านไหน เลยถามๆ คนแถวนั้นดู เขาก็ชี้มาร้านด้านหลังที่ฉันยืนอยู่ เดินก็ไม่ไกล ร้านก็ดูน่าเชื่อถือ เราเลยเดินเข้าไปในร้าน เจ้าของร้านยืนต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ช่วงนั้นเป็นช่วงบ่ายๆ คนไม่เยอะเท่าไหร่ พนักงานต้อนรับพาฉันกับลูกไปนั่งโต๊ะ พร้อมกับหาน้ำชามาให้ดื่ม ฉันแปลกใจที่พนักงานเสิร์ฟที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ดี สงสัยคงต้อนรับนักเที่ยวชาวต่างชาติเยอะ นางเอาใจลูกฉันมาก ช่วยชาร์จ ipad และโทรศัพท์ หาน้ำหวานมาให้เจ้าตัวเล็ก นางพูดเก่ง ชวนคุยไม่หยุด บอกของดีในร้าน เชียร์ให้ฉันสั่งโน่นนี่ นางบอกว่าเป็ดปักกิ่งต้องกินชุดใหญ่ไปเลย แต่ฉันมากับลูกสองคนเอง กินไม่หมด ฉันเลยขอแบบครึ่งตัว นางใจดีแถมซุปเป็ดปักกิ่งมาให้ด้วย พ่อครัวที่นี่มาตัดเป็ดโชว์ฉันถึงที่โต๊ะ พร้อมเสิร์ฟกับแผ่นแป้ง และแตงกวา 



ฉันกินไปคำแรก อร่อยมาก เป็ดรสชาติกลมกล่อม ไม่ต้องใช้น้ำจิ้มอะไรเลย ลูกฉันห่อเอง หยิบเข้าปากคำใหญ่ จริงๆ ลูกฉันเป็นคนกินยากนะ ไม่ค่อยลองอะไรใหม่ๆ แต่ฉันตั้งกฏกับลูกว่า เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องลองกินอาหารพื้นเมืองของเขา ลองกินอะไรที่บ้านเราไม่มีขาย จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไม่แม่ถึงทำงานหนัก เก็บเงินให้ลูกได้เที่ยวต่างประเทศปีละครั้งสองครั้ง เพราะแม่อยากพาลูกมาสัมผัสอะไรที่ลูกไม่เคยได้ลองในอเมริกา ลูกก็ยอมแต่โดยดี ชิมไปคำแรก วิจารณ์ไม่หยุด ได้เลือดพ่อมาเต็มๆ วิจารณ์ตัวแป้ง ตัวเป็ด ยันรสชาติของน้ำจิ้ม




ทริปนี้ถึงจะเป็นทริปสั้นๆ แต่ฉันก็สนุกมาก ฉันดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่ ได้พาลูกมาเปิดหูเปิดตา และเรียนรู้โลกไปพร้อมๆ กับลูก




แม่เคยบอกฉันว่า เวลามีลูกไปไหนลำบาก เที่ยวจะไม่สนุก มันก็จริงที่ว่าการเที่ยวมันอาจจะไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อนตอนเป็นโสด ที่จะไปไหนก็ได้ จะผจญภัยบุกลุยแค่ไหนก็ได้ แต่พอมีลูก มันก็เหมือนเป็นการฝึก ที่จะทำอะไรต้องวางแผน ต้องคิดให้รอบคอบ ต้องหาที่เที่ยวที่ปลอดภัย เที่ยวได้ทั้งแม่ลูก อาจไม่ผาดโผนเหมือนแต่ก่อน แต่ก็สนุกไปอีกแบบ ทริปนี้เป็นการพิสูจน์ว่า การมีลูกไม่ใช่อุปสรรคในการเที่ยว และการมีเวลาจำกัด ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกในการเที่ยวลดน้อยลงไปเลย



ทริปนี้ฉันได้ก้าวข้ามอะไรหลายอย่าง ฉันได้เรียนรู้ว่าเวลาแค่หนึ่งวัน เราก็เที่ยวได้ หากใจเราอยากจะเที่ยว เราจะจัดสรรเวลา หาสถานที่เที่ยวที่เหมาะสมเองแหละ  แต่ละวันเวลาผ่านไปเร็วมาก เวลาเราอยากจะทำอะไรก็ให้รีบทำ เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะได้ทำหรือเปล่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่เราจะพร้อม เมื่อโอกาสมาถึง ก็ให้คว้าไว้เลย อย่าสร้างข้อจำกัดให้ตัวเอง ว่าต้องรอให้มีเงินเท่านี้ มีเวลาเท่านี้ถึงจะเที่ยวได้ แต่ให้พยายามหาทางออกให้ตัวเอง เที่ยวตามข้อจำกัดที่ต้วเองมีอยู่ ให้ลองคิดว่ามีเวลาเท่านี้ มีเงินเท่านี้จะไปเที่ยวไหนได้บ้างจะดีกว่า

ลองพาตัวเองก้าวออกมาจาก comfort zone ออกไปเถอะ เชื่อว่าพอออกไปแล้ว หลายคนจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ที่เปลี่ยนให้เราเป็นอีกคนที่ต่างจากเมื่อวานแน่นอน





วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563

เมียฝรั่งต่างแดน ชีวิตที่ไม่ได้ง่ายแบบที่ใครๆ คิด




เชื่อแน่ว่ายังมีคนไทยหลายคนที่คิดว่า การย้ายมาอยู่เมืองนอกจะทำให้ชีวิตสุขสบาย การแต่งงานกับฝรั่งจะช่วยยกฐานะทางสังคม และทำให้ร่ำรวยมีเงินทองใช้ไม่ขาดสาย



ไม่น่าแปลกใจหรอกว่าทำไมคนไทยหลายคนถึงคิดเช่นนั้น เพราะในสมัยก่อนที่เทคโนโลยี การคมนาคมขนส่งยังไม่พัฒนามาก ยุคที่ค่าตั๋วเครื่องบินแพงกว่าเงินเดือนทั้งปีของคนไทยบางคน ฝรั่งที่จะสามารถเดินทางมาไทยได้จะเป็นพวกผู้ดี นักธุรกิจ คนมีเงินเท่านั้น เราเลยเหมารวมไปหมดว่า ฝรั่งทุกคนเป็นคนรวย และพอสาวไทยแต่งงานกับฝรั่ง ก็มีเงินส่งมาให้ทางบ้าน ซื้อรถ สร้างบ้านใหม่ให้พ่อแม่ ยิ่งเป็นการตอกย้ำไปอีกว่า เมืองนอกเป็นเหมือนสวรรค์ การแต่งงานกับฝรั่งเป็นเรื่องที่ดูโก้หรู เพราะช่วยยกฐานะทางสังคม นั่นเป็นแค่สิ่งที่เราเห็น แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า เงินที่สาวไทยส่งมาที่บ้าน เขาได้มายังไง เราเห็นแต่ผลลัพธ์ แต่ไม่รู้ถึงหนทางที่เขาได้มาเลย หลายคนคิดว่าเงินนั้นมาจากฝรั่งที่ปรนเปรอให้สาวไทย เลยพาลให้บางคนเข้าใจเหมารวมว่าสาวไทยแต่งงานกับฝรั่งเพราะหวังรวย



หากลองมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศจริงๆ แล้วจะพบว่ายังมีหลายเรื่องที่คนไทยเข้าใจผิด การใช้ชีวิตที่ต่างประเทศไม่ได้ง่ายและสุขสบายอย่างที่ใครๆ เข้าใจ และเงินที่สาวยไทยส่งกลับบ้าน บางครั้งก็ไม่ได้มาจากสามีฝรั่งเสมอไป



หากจะบอกว่า สาวไทยแต่งงานกับฝรั่งเพราะรักสบาย อันนี้เป็นความคิดที่ผิดมากๆ หากอยากจะสบายเป็นคุณนายอยู่ที่บ้าน แต่งงานกับนักธุรกิจคนไทย หรือคนเอเชียยังจะสบาย มีสิทธิ์ได้เป็นคุณนายชี้นิ้วสั่งอยู่ที่บ้านมากกว่า เพราะสังคมไทยยังยอมรับและชื่นชอบให้ผู้หญิงอยู่ที่บ้าน เป็นแม่บ้าน คอยดูแลเรื่องเสื้อผ้า อาหารการกิน แต่สังคมตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกา มองเรื่องบทบาทหน้าที่ของภรรยาต่างจากสังคมเอเชีย แม่บ้านในฝั่งอเมริกาและยุโรปส่วนใหญ่แทบจะไม่มีใครได้อยู่บ้าน ทำแต่งานบ้าน แต่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน แบ่งเบาภาระของสามี สังคมตะวันตกเชื่อว่า ผู้หญิงมีความเท่าเทียมกับผู้ชาย สามารถทำงานนอกบ้าน และหาเงินได้พอๆ กับผู้ชาย ส่วนเรื่องงานบ้าน ก็ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของฝ่ายหญิงแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นเรื่องที่คนสองคนต้องช่วยกันทำ จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นผู้ชายฝรั่ง ซักผ้า รีดผ้า ล้างจาน เลี้ยงลูกในวันหยุด ด้วยความเชื่อนี้จริงทำให้ผู้หญิงไทยที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศ ไม่สามารถเป็นคุณนายอยู่บ้านได้เฉยๆ  แทบทุกคนจะต้องทำงาน บางครั้งเป็นงานที่ตัวเองไม่เคยทำที่ไทยด้วยซ้ำ แต่เนื่องด้วยความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่ยังไม่ดีมาก งานอะไรก็ต้องทำไปก่อน ดีกว่าอยู่บ้านแบมือขอเงินสามี  คอยฟังคำดูถูกจากญาติสามีว่ามาเกาะลูกเขากิน เพราะชาติตะวันตกส่วนใหญ่เคารพคนที่ความสามารถ ชอบคนที่ขยันทำงาน ตั้งใจทำมาหากิน สาวไทยที่ย้ายไปอยู่ต่างแดนเลยต้องทำทุกวิถีทางที่จะมีงานทำ มีเงินเข้าบ้าน บางคนทำงานสองงานสามางาน ตั้งแต่เช้ายันดึก ไม่ว่าจะเป็นงานทำความสะอาด  โรงแรม เลี้ยงเด็ก งานร้านอาหาร เพื่อหาเงินเรียนเพิ่มเติมด้านภาษา หาเงินเรียนต่อเพื่อจะได้มีอาชีพที่ดีขึ้น และเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ลบคำนินทาว่าร้ายจากคนรอบข้างว่าแต่งงานกับฝรั่งเพื่อหวังรวย มาเกาะสามีกินแบบที่ใครๆ เขาคิดกัน



ที่ต้องทำงานหนักหาเงินเรียนเองก็เพราะฝรั่งส่วนใหญ่ ไม่ได้เติบมาในสังคมอุปถัมภ์ ที่ทุกคนเกื้อหนุน ช่วยเหลือกัน เขาไม่มีค่านิยมส่งเงินให้ใครเรียนเหมือนไทย ที่พี่ทำงานหนักส่งน้องเรียน ส่งหลานเรียนจนจบ พอหลานเรียนจบมีงานทำงานแล้วส่งเงินมาให้ที่บ้านเพื่อตอบแทนบุญคุณ



เด็กฝรั่งเติบโตมาแบบพึ่งพาตัวเองสูง ไม่ว่าจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะ หรือยากจน พออายุ 18 ปี ก็ต้องออกจากบ้าน หาที่อยู่เอง หางานทำเพื่อส่งตัวเองเรียน ตื่นแต่หกโมงเช้า เรียนยันเย็น ตกดึกทำงานต่อถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง พึ่งพาตัวเองเป็นหลัก พอแต่งงานกับสาวไทยเขาก็จะมีแนวคิดว่า ภรรยาต้องทำได้แบบเดียวกับที่เขาเคยทำมา หากภรรยาอยากเรียน อยากมีความรู้ เพื่อหางานที่ดีๆ ทำ ก็ต้องทำงานเก็บเงินเรียนเอง บางครอบครัวที่พอมีฐานะ ก็จะออกเงินให้ภรรรยาก่อน พอภรรยาได้งานทำ มีเงินมากพอ ค่อยมาผ่อนจ่ายค่าเรียนทีหลัง การอยู่ที่ต่างประเทศไม่ได้มีอะไรได้มาแบบง่ายๆ ฟรีๆ ต้องใช้ความสามารถฝีมือ และหยาดเหงื่อแรงงานแลกมาทั้งนั้น การให้อะไรใครแบบฟรีๆ ที่นี่บางครั้งเหมือนจะเป็นการดูถูกคนนั้นด้วยซ้ำว่าเขาไม่มีความสามารถ



หลายคนอาจมองว่าก็แน่สิ การแต่งงานกับฝรั่งที่ไม่ได้รวย หรือคนที่ฐานะปานกลาง ชีวิตก็ต้องลำบาก หาเช้ากินค่ำ ทำงานปากกัดตีนถีบเป็นธรรมดา แต่ใช่ว่าการแต่งงานกับคนรวย นักธุรกิจ คนมีฐานะชีวิตจะสุขสบาย



คนรวยที่นี่ไม่ได้มีนิสัยให้อะไรให้ใครพร่ำเพรื่อ ต่างจากนักธุรกิจที่ไทย คนรวยแถบเอเชียที่มักจะซื้อรถ ซื้อบ้านให้ภรรยา พาภรรยาซื้อของเที่ยวต่างประเทศในวันหยุดเป็นว่าเล่น ของต่างประเทศนะเหรอ จะซื้อให้เฉพาะวันสำคัญ วันครบรอบแต่งงาน คริสต์มาส ปีใหม่เท่านั้น ส่วนอื่นๆ ถ้าอยากได้ต้องหาเอาเอง แล้วที่จะมาหวังเกาะเขารวย มากอบโกยทรัพย์สมบัติก็ไม่มีทางหรอก ฝรั่งที่มีธุรกิจส่วนใหญ่ เขาจะให้เซ็นสัญญาก่อนแต่งงาน ที่เรียกว่า Prenuptial Agreement เพื่อแบ่งทรัพย์สินส่วนตัวกับสินสมรสอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาก้าวก่ายในธุรกิจของตนได้



คนที่นี่ไม่ค่อยเหมือนคนไทย ที่พ่อรวย แล้วลูกรวยด้วย มีการสืบทอดมรดกเป็นทอดๆ ที่อเมริกา พ่อรวยก็คือพ่อรวย ลูกไม่ได้รวยตามพ่อ ไม่มีการสืบทอดมรดก หากลูกอยากจะรวย ต้องออกไปทำงาน สร้างฐานะเอง หากอยากสืบทอดกิจการของพ่อ ต้องพิสูจน์ความสามารถให้พ่อเห็นก่อน บางคนต้องไปเป็นลูกน้อง พนักงานธรรมดาที่บริษัทพ่อตัวเองอยู่สี่ห้าปี ค่อยไต่เต้าไปเรื่อยๆ กว่าจะได้เป็นผู้บริหาร ดังนั้นการสืบทอดความรวย จากรุ่นสู่รุ่น จากสามีสู่ภรรยาจึงไม่มีในความคิดของฝรั่ง



คนที่นี่แบ่งแยกทุกอย่างชัดเจน ไม่ชอบใช้บัญชีเงินเดียวกันแบบที่ไทย ที่พอแต่งงานก็รวมทรัพย์สิน หนี้สินของทั้งสองฝ่ายด้วยกัน เงินสามีก็เหมือนเงินของภรรยา ที่นี่เวลาแต่งงานกัน แยกบัญชีธนาคารชัดเจน ค่าใช้จ่ายในบ้าน ทุกอย่างมักจะหารสอง สามีและภรรยาออกค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน บางบ้านสามีอาจออกมากกว่า เพราะทำงานได้เงินมากกว่า แต่ภรรยาก็ต้องช่วยเหลือบางส่วน



สังคมที่นี่จะมีการแบ่งพื้นที่ส่วนตัวสูง ไม่ใช่แค่บัญชีเงินที่แบ่งแยก การกินข้าวด้วยกัน อาหารบนโต๊ะ ยังไม่มีการกินร่วมกันเหมือนที่ไทยเลยที่กับจานหนึ่งกินได้ห้าคน คนที่นี่จะแยกจานของใครของมัน หากอยากกินอาหารในจานของสามีต้องขออนุญาตก่อน หรืออย่างโทรศัพท์ก็เช่นกัน บางบ้านโทรศัพท์ของสามี ภรรยาห้ามจับต้อง จะใช้ต้องขอแบบเป็นทางการก่อน อยู่ๆ จะมาหยิบโทรศัพท์ไปเช็คเหมือนที่ไทยใช่ว่าจะทำได้



พอมาอยู่สังคมตัวใครตัวมันแบบนี้ เวลาอยากได้อะไร ก็ต้องพึ่งพอตัวเองเป็นหลัก การเป็นภรรยานักธุรกิจที่นี่จึงไม่ได้ง่าย ความกดดันก็สูงกว่าการแต่งงานกับฝรั่งธรรมดาทั่วไป เพราะต้องพิสูจน์ให้ครอบครัวสามี คนรอบข้างเห็นได้ว่ามีความสามารถ มีคุณค่า คู่ควรกับสามี หลายคนต้องไปเรียนปรับบุคลิกภาพ เรียนการเข้าสังคม เรียนภาษาเป็นปีๆ  และเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพื่อมีหน้าที่การงานดีๆ หรือมีความสามารถทำงานช่วยเหลือกิจการของสามีได้ ไม่มีใครที่จะมานั่งถือกระเป๋าแพงๆ เป็นคุณนายอยู่ที่บ้าน เหมือนในหนังที่เราชอบดูกัน



แม่บ้านที่นี่จะอยู่บ้านได้ก็เฉพาะช่วงที่คลอดลูกใหม่ๆ เท่านั้น เพราะค่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กที่นี่แพง แพงพอๆ กับเงินเดือนที่เราได้ สามีเลยให้ภรรยาออกมาเลี้ยงลูกเอง คุณภาพชีวิตลูกก็จะดีกว่า ได้อยู่กับแม่เต็มที่ แต่ก็อย่างมากสุด 5 ปีเท่านั้น พอลูกเริ่มไปโรงเรียนอนุบาล เข้าเรียนฟรี แม่ๆ ทั้งหลายก็ต้องกลับไปทำงานตามเดิม 



เราชอบคิดกันเอาเองว่า สาวไทยแทนที่จะเรียนต่อเพื่อยกระดับฐานะทางสังคม กลับเลือกแต่งงานกับฝรั่ง เพราะขี้เกียจเรียน หวังสบายทางลัด แต่พอเรามามองจริงๆ แล้วจะเห็นว่า คนที่มาอยู่เมืองนอกได้นั้นต้องขยัน และเก่งจริงๆ ถึงจะอยู่รอด อย่างน้อยๆ ต้องเรียนเพิ่มเติมด้านภาษาอังกฤษแล้ว ไม่งั้นก็สื่อสารกับใครเขาไม่เข้าใจ ทำงานก็ไม่ได้ และส่วนใหญ่อย่างที่บอก ทุกคนที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศเรียนต่อมหาวิทยาลัยแทบทุกคน เพราะอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อยากมีเงินส่งให้ที่บ้าน ซื้อรถใหม่ให้แม่ สร้างบ้านใหม่ให้พ่ออยู่



บ้านใหม่ รถใหม่ที่เราเห็น เงินที่ส่งกลับบ้าน ส่วนใหญ่เป็นของสาวไทยเราทั้งนั้น ไม่มีหรอกที่สามีจะให้ เพราะฝรั่งไม่มีค่านิยมส่งเงินให้พ่อแม่ พ่อแม่ที่นี่ดูแลตัวเอง มีเงินจากรัฐบาลใช้ในยามชรา บางครอบครัวทะเลาะกันบ้านแตกด้วยซ้ำที่สาวไทยต้องคอยส่งเงินให้พ่อแม่ใช้อยู่ตลอด บางครอบครัวดีหน่อย อนุญาตให้ส่งเงินได้แต่ต้องทำงานเพิ่ม ห้ามเอาเงินในครอบครัวส่งไป สาวไทยก็เลยต้องเหนื่อย ทำงานล่วงเวลา บางคนทำสามสี่งานเพิ่มให้มีรายได้พอจะใช้ในครอบครัว และเหลือส่งให้พ่อแม่ โดยที่ไม่ต้องทะเลาะกับสามี



คนไทยเราเป็นคนที่มีความกตัญญูสูง ชอบทำให้พ่อแม่ภูมิใจ มีความสุข มักจะแบกความหวังของคนทั้งบ้านไว้ ทำให้ตัวเองมีความกดดันสูง เวลามีเรื่องทุกข์ก็มักจะเก็บไว้เอง ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังหรอก เพราะกลัวคนทางบ้านเป็นห่วง กลัวพ่อแม่ผิดหวัง พอไม่เล่าความทุกข์ คนที่บ้านก็เลยเข้าใจว่าชีวิตสุขสบาย สามีเลี้ยง มีเงินเหลือส่งให้พ่อแม่ตลอด คนที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ก็จะมีแต่พวกเพื่อนแม่บ้านไทยในต่างแดนด้วยกันนี้แหละ



ดังนั้นคำพูดที่กล่าวว่า สาวไทยขี้เกียจ ไม่รักเรียน เลือกแต่งงานมากว่าเรียนเพื่อหวังสบาย จึงเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก ยิ่งสมัยปัจจุบัน หากมองดีๆ เราจะเห็นว่าสาวไทยมีการศึกษาดีๆ แทบทุกคน สามารถดูแลช่วยเหลือตัวเองได้ มีฐานะมั่นคง ไม่ได้เป็นตัวเลือกของฝรั่งอีกต่อไป แต่มีสิทธิ์ที่จะเลือกด้วยซ้ำว่าฝรั่งคนไหนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต ไม่ใช่ฝรั่งแก่รุ่นพ่อ หรือฝรั่งขี้นกไม่เอาถ่าน ไม่ได้เป็นฝรั่งที่ไหนก็ได้แบบแต่ก่อน ที่ขอแค่ให้ได้แต่งงานเพียงแค่อยากย้ายมาอยู่เมืองนอก เพราะสมัยก่อน สาวไทยไม่ได้มีการศึกษามากเท่าไร นั่นไม่ใช่เพราะว่าขี้เกียจ ไม่อยากเรียน แต่เพราะครอบครัวยากจน พ่อแม่ก็จะเลือกส่งลูกชายไปเรียนมากกว่า ลูกสาวยังไงก็ต้องออกเรือน แต่งงานไปมีสามีอยู่แล้ว ก็ไปพึ่งสามีเอา สิ่งที่ลูกสาวต้องเรียนก็จะเป็นพวกวิชาแม่บ้าน แม่เรือน การทำอาหาร เอาใจสามีเท่านั้น



เมื่อไม่มีการศึกษา ฐานะในสังคมของผู้หญิงไทยจึงไม่เท่ากับผู้ชาย เวลาจะทำอะไรก็ต้องคอยพึ่งพาสามีตลอดเวลา ผู้ชายไทยบางคนก็พึ่งได้ แต่บางคนก็ไม่ได้สนใจดูแลภรรยาเท่าที่ควร บางคนไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย บางคนก็เมาอยู่ตลอดเวลา เป็นที่พึ่งให้ภรรยาและลูกไม่ได้ ผู้หญิงไทยบางคนที่ผิดหวังกับชายไทยก็หันไปพึ่งพาผู้ชายต่างชาติแทน การแต่งงานในสมัยก่อนเลยเป็นการแต่งงานเพื่อหาที่พึ่ง หาคนช่วยยกระดับความอยู่ให้ดีขึ้น ให้พ้นจากความทุกข์ ความจน



แต่ในปัจจุบันสาวไทยบางคนเก่งถึงขั้นที่ว่าสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ ทำงานในบริษัทชั้นนำของต่างชาติ มีเงินเดือนมากกว่าสามีฝรั่งหลายเท่า บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจ เช่น แปลภาษา ท่องเที่ยว สปา ร้านอาหารไทย บางคนต้องให้สามีฝรั่งลาออกงานมาเป็นพ่อบ้าน ดูแลลูก เพราะงานที่สามีทำอยู่ไม่ได้ทำเงินมาก แถมยังต้องเสียเงินค่าพี่เลี้ยงเด็กอีก ให้ออกมาอยู่บ้านยังจะมีประโยชน์ซะกว่า เรื่องแบบนี้ไม่มาอยู่ต่างประเทศก็จะไม่มีวันรู้ เพราะส่วนใหญ่ที่ไทยถูกครอบงำด้วยมายาคติเดิมๆ ที่ว่าฝรั่งรวย แล้วสาวไทยเราไม่เก่ง ต้องพึ่งพาเขาตลอดเวลา



จริงอยู่ไม่ใช่สาวไทยทุกคนที่เก่ง แต่พอมาอยู่ต่างประเทศ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สภาพสังคมจะเป็นตัวกดดันให้สาวไทยต้องเก่ง ต้องแกร่ง ต้องอดทนถึงจะอยู่รอดได้ อะไรที่ไม่เคยทำที่ไทย พออยู่เมืองนอกต้องทำเองทุกอย่าง



สิ่งที่ต้องทนอย่างแรกๆ ก็จะเป็นสภาพอากาศ ที่บางเมืองหนาวจับใจแทบทั้งปี มีหิมะตกตลอด บางครั้งกองหิมะสูงขึ้นมาถึงเอว ไปไหนแทบจะไม่ได้ ป่วยแล้วป่วยอีก เพราะมาจากเมืองไทยที่ร้อนมาก ไม่เคยชินกับสภาพอากาศหนาว หรือบางเมือง อากาศไม่ได้หนาว แต่จะมีปัญหาเรื่อง ละอองเกสรในฤดูใบไม้ผลิ หลายคนเป็นโรคภูมิแพ้ ต้องกินยาหาหมอกันเป็นว่าเล่น



ทนกับความหนาวยังไม่พอ ต้องทนกับความเหงา ความไกลบ้าน มาแรกๆ หลายคนเป็นโรคซึมเศร้า โรคคิดถึงบ้าน เพราะไม่มีเพื่อน ออกไปไหนก็ไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่แข็งแรง พูดกับใครเขาก็ไม่รู้เรื่อง บางคนโดนล้อเรื่องภาษา โดนดูถูกอยู่ตลอด เวลาทำงานใหม่ๆ ก็ไม่มีใครยอมรับ ต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคนอื่นๆ หลายเท่ากว่าจะได้รับเข้าทำงาน หรือเป็นที่ยอมรับของเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน หากจิตใจไม่แกร่งจริง ก็อยู่ที่ต่างประเทศไม่รอด



เรื่องอาหารการกินก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์เหมือนที่ไทย พอกลับบ้านไป มีแม่ทำอาหารเรียงตั้งโต๊ะไว้ให้ หรืออยากกินอาหารอร่อยๆ ก็เดินห้านาทีถึงตลาด แม่บ้านไทยในต่างแดน แค่อยากกินข้าวผัดอร่อยๆ กระเพราไก่สักจานยังยากเลย ร้านอาหารไทยที่มีอยู่ ราคาอาหารก็แพงแสนแพง จะกินทุกวันก็ไม่ได้ ตลาดขายของจากไทยบางเมืองแทบไม่มีด้วยซ้ำ ต้องขับรถเป็นชั่วโมงเพื่อจะซื้อของในเมืองใหญ่ๆ บางอย่างที่หายากๆ อย่างพวกมะม่วง มะเขือพวง พืชผักสมุนไพรต่างๆ จากไทย ก็ต้องรอเป็นเดือนกว่าจะนำเข้าจากไทยมาขาย ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ใช่ว่าจะไปกันง่ายๆ ต้องรอสามีว่างจากงานเพื่อขับรถมาส่ง มีเงินซื้อของ บางครั้งก็ทำไม่เป็น ทำไม่อร่อยอีก ต้องฝึกกันอยู่นั่นแหละ 3-4 เดือนกว่าจะได้กินอาหารที่ถูกใจ หลายคนทำอาหารเก่งก็ตอนย้ายมาอยู่ต่างประเทศนี้แหละ



สังคมตะวันตกเป็นสังคมตัวใคร ตัวมัน ไม่ค่อยพึ่งพาอาศัยกันเหมือนที่ไทย ขนาดพ่อแม่สามียังไม่ค่อยมีใครขอความช่วยเหลือกันง่ายๆ ต่างจากไทยที่พ่อแม่จะมาช่วยทำอาหาร ช่วยเลี้ยงลูกให้ ที่นี่อาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่อยู่ต่างเมือง ต่างรัฐ นานๆ ทีมาเจอกัน มาช่วยเลี้ยงหลานแค่ช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ คริสต์มาส หรือช่วงหลานปิดเทอมใหญ่เท่านั้น นอกนั้นพ่อแม่ต้องรับบทหนัก ผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงลูกเอง



หรืออย่างจะย้ายบ้านที ที่ไทยจะเกณฑ์พ่อแม่ญาติพี่น้องทุกคนในตระกูลมาช่วยกัน ย้ายไม่ถึงวันเสร็จ แต่ที่นี่เวลาจะขอความช่วยเหลือจากใครลำบากเหลือเกิน จะขอให้ใครมาช่วยก็กลัวเขาเสียเวลาทำงานให้ครอบครัว  เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง รายได้คิดกันเป็นชั่วโมง ไม่เหมือนที่ไทยที่ได้เงินเดือน ลางานวันหนึ่งก็ยังได้เงินเท่าเดิม ที่อเมริกาลางานมาวันหนึ่งก็เสียไปแล้ว 200$ ก็เลยต้องจ้างคนช่วยย้าย หรือบางบ้านประหยัด สาวไทยก็ต้องช่วยสามี ฝึกขับรถใหญ่ๆ ย้ายบ้านเอง หรืออย่างงานช่างทั้งหลาย สาวไทยก็ต้องฝึกทำเอง แทบทุกคนสามารถทาสี ซ่อมแซมบ้าน ตัดหญ้าเอง เพราะจ้างทีก็หมดเงินเยอะ สู้ทำเองดีกว่า



การแต่งงานกับฝรั่งไม่ได้ทำให้รวย หรือสบายขึ้นหรอก เพราะสาวไทยเราก็ยังต้องทำงานหนักเหมือนเดิม แต่จะกล่าวได้ว่า การย้ายมาอยู่ต่างประเทศทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นจะดีกว่า เพราะในต่างประเทศบ้านเมืองเป็นระบบระเบียบ มีกฏหมายที่เคร่งครัด และนโยบายต่างๆ เอื้อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นศึกษาฟรีจนถึงม.ปลาย นโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ช่วยคนตกงาน กฏหมายแรงงานที่เป็นธรรม นโยบายช่วยเหลือลูกจ้าง ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบทางแรงงาน พอเราอยู่ในสังคมที่กฏหมายมีความยุติธรรม ทำให้เราตัวเองรู้สึกปลอดภัยและใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น



ที่เขียนมาทั้งหมดก็หวังว่าจะช่วยให้หลายๆ คนได้มุมมองใหม่ๆ กับสาวไทยที่แต่งงานกับคนต่างชาติ และไปใช้ชีวิตในต่างแดน เมืองนอกไม่ใช่สวรรค์แบบที่ใครๆ คิด ฝรั่งไม่ได้รวยทุกคน ชีวิตเมืองนอกเหนื่อยพอๆ กับที่ไทย หากอยากรวย มีเงินใช้ก็ต้องใช้ความสามารถของตัวเองทั้งนั้น ชีวิตในต่างแดนไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หรือฟรีๆ คนที่จะอยู่ที่นี่ได้ต้องพึ่งพาตัวเองสูง สาวไทยยุคใหม่ในต่างแดน จึงต้องเก่งและแกร่งจริงๆ ถึงจะอยู่รอดได้




วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Review สายการบินจีน


วันนี้มาตามคำเรียกร้อง มีคนถามกันเข้ามาเยอะเหลือเกินว่า Air China ดีไหม อันนี้ก็เป็นคำถามที่ตัวเองเคยสงสัยเหมือนกัน เลยตัดสินใจซื้อตั๋วเลย จะได้รู้คำตอบ

โดยปกติบินกลับไทยจะใช้บริการของ Korean Air บริการก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ดีมาก อาหารอร่อย ราคาช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฏาคม บินจาก Atlanta to Chiangmai จะอยู่ที่ 1,400 USD -1,600 USD

ส่วน Air China บินรอบนี้อยู่ที่ 1,092 USD แต่จอดเยอะอยู่คือ ครั้งแรกที่ New York ประมาณ 5 ชั่วโมง ไม่ได้ใช้เครื่องของ Air China นะจ๊ะ บินกับ JetBlue บริการงั้นๆ พนักงานที่ Atlanta น่ารัก แต่ที่ New York บริการแย่มากเหมือนทะเลาะกับสามีแล้วมาทำงาน ไม่มีอาหารให้ แจกแต่เครื่องดื่มกับขนม จากนั้นก็บินกับ Air China ไปจอดที่ Beijing อีก 13 ชั่วโมง นานมาก แต่เราถือเป็นข้อดี เพราะจะได้ออกไปเที่ยวเมือง ขอวีซ่าชั่วคราวได้เลยที่สนามบิน ไม่ยุ่งยาก

เริ่มกันที่ตัวเครื่องก่อนนะ เก่าๆ หน่อย เก้าอี้ก็เล็ก ชิดติดกัน แทบจะไม่มีพื้นที่วางเท้า ใครตัวสูงๆ นี้ลำบากเลย ปวดเข่าแน่นอน มีแต่ผ้าห่มให้นะจ๊ะ อย่างหวังว่าจะได้รองเท้าใส่เดินเล่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน กระดาษเช็ดหน้า ของเล่นลูกเหมือน Korean Air ไม่มีคะ อากาศในเครื่องเย็นยิ่งกว่าอลาสก้า ผ้าห่มบางมากๆ เตรียมเสื้อหนาๆ ไปเลยคะถ้าจะขึ้น Air China แต่ข้อดีคือ ในเครื่องมีหนังเอเชียให้ดูเยอะดี ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ใครคอหนังเอเชียนี้จะรู้สึกดื่มค่ำ สนุกสนานมาก

ต่อมาเรื่องการบริการนะจ๊ะ ก็ธรรมดา ไม่ได้เวอร์วังอะไร พนักงานจะชอบพูดภาษาจีนกับเรา ถึงแม้ว่าจะพูดอังกฤษใส่หน้านางก็ตาม บางคนต้องไปตามเพื่อนมาแปล เพราะฟังเราไม่เข้าใจ

เรื่องอาหาร แย่มาก นี้ขนาดเป็นคนอยู่ง่าย กินง่ายนะ ไม่ผ่านคะ อาหารไม่มีรสชาติเลย กินได้แต่ผลไม้คะ

แต่อย่าคิดว่าสายการบินนี้ไม่มีข้อดีนะคะ ข้อดีก็มีอยู่ การเลือกที่นั่งให้แขก อันนี้ไม่รู้สายการบินอื่นเป็นไหมนะ เขาจะเลือกให้แม่ที่มีลูกเล็กๆ นั่งใกล้ๆ กัน แยกออกจะแขกปกติ หากมี Section ที่มีแค่สองที่นั่ง แม่ลูกก็จะได้นั่งที่ตรงนั้น ไม่ต้องนั่งกับคนอื่น หรือหากมีสามที่นั่งก็จะได้นั่งแบบไม่มีคนอื่นมานั่งด้วย หากเที่ยวบินนั้นไม่เต็ม เราก็ได้นอนเหยีดยาว อันนี้เราว่าดีมาก เพราะเราเป็นแม่ที่ลูกซน เราเกรงใจแขกข้างๆ เราอยากนั่งเอง ขาไปได้นั่งแบบเก้าอี้สองอันติดกันกับลูก แถวเกือบหลังสุด สบายมาก ไม่ต้องกังวลว่าลูกเราจะสร้างความรำคาญให้ใคร ขากลับได้นั่งแบบเบาะสามอันติดกัน แต่ไม่มีคนอื่นๆ นั่งข้างๆ ที่นั่งว่าง นอนสิคะ ยาวเลยคะ สบาย

ข้อดีอีกอย่างคือ ขับเครื่องนิ่ม ขึ้นลงไม่มีสะดุด ไม่เมาเครื่องเลย แล้วตรงเวลาอยู่นะ คนอื่นเคยบอกว่า เครื่องช้า delay ไม่เจอคะ ตรงเวลามาก ทั้งไปและกลับ

มาถึงสนามบิน กว้างมาก ต้องต่อรถไฟเพื่อไป Terminal ต่างๆ ใครที่มีไฟล์ต่อ แล้วชั่วโมงน้อยๆ ต้องพิจารณาดูดีๆ นะคะ บอกเลยคะว่าต่อเครื่องที่นี่ใช้เวลา แถวตรวจพาสปอร์ตยาวมาก นานมาก ตรวจกระเป๋าละเอียดมาก หลายรอบ เจ้าหน้าที่ก็สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ค่อยเข้าใจ ลำบากอยู่ค่ะ

สรุปข้อดีคือ ราคาถูกดีคะ ประหยัด มีบินหลายเส้นทาง พักเครื่องที่จีนนาน ได้เที่ยวจีนเล่นๆ

สุดท้ายเหมือนทุกอย่างจะดีคะ ไปถึงสนามบินเชียงใหม่ ตามหากระเป๋าอยู่นานมาก ไม่เจอคะ หายไปหนึ่งใบ กว่าจะได้คืนรอไป 6 วันคะ ต้องซื้อเครื่องสำอาง เสื้อผ้า ชุดว่ายน้ำใหม่หมด หมดกันเงินที่สะสมมา หัวเสียมากคะ ไม่ใช่คนเดียวที่โดนนะคะ เพื่อนร่วมทางคนอื่นก็ยืนเข้าแถวต่อกันเพื่อยื่นคำร้องเยอะมากคะ

ก็ใครจะบินกับ Air China ก็พิจารณากันดูนะคะ สวัสดีคะ


วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Black Friday เทศกาลที่นัก shop ไม่ควรพลาด!



คนอเมริกัน เทศกาลเขาก็มีเยอะไม่แพ้คนไทยเลย เมื่อก่อนตอนที่ย้ายมาอยู่อเมริกาใหม่ๆ เคยสงสัยนะว่าทำไมคนที่นี้ตื่นเต้นกับ Black Friday จัง แล้วมันเป็นวันอะไร.......

งงได้อยู่ปีหนึ่ง หลังจากนั้นพี่สะใภ้พาตะลุยทำความรู้จักกับ Black Friday พอได้รู้จักวันนี้เท่านั้นละ กลายเป็นวันที่ชอบที่สุดในหนึ่งปีไปเลย นี้แหละวันที่ฉันรอคอย......

หลังจากที่อิ่มหน่ำสำราญกับการกินไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้าในวันพฤหัสบดีแล้ว วันต่อมาก็วันศุกร์ เป็นวันที่ทุกคนต่างออกมา shopping จับจ่ายเลือกซื้อสินค้า บางคนไม่รอให้ถึงวันศุกร์ด้วยซ้ำ พอทานข้าวเสร็จ ค่ำๆ ของวันพฤหัสก็ไปต่อคิวซื้อของร้านที่ตัวเองชอบ เพราะสินค้าถูกมีจำนวนจำกัด

วันนี้ถ้าใครอยู่บ้านนี้ถือว่าเชย และพลาดมาก เพราะถือได้ว่าเป็นวัน Shopping แห่งชาติอเมริกัน ร้านรวงต่างๆ ลดราคากระหน่ำส่งท้ายปี ลดแบบไม่เกรงใจญาติผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่ 50 % แต่ 70%-80% คะ บางร้านลดไม่พอ มีของแถมให้ด้วย

คนที่นี่จะรอคอยวันนี้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนกันเลยทีเดียว บางบ้านจะมีกระดานติดไว้ให้คนในบ้านเขียน Wish List หรือของที่อยากได้ ของที่ซื้อส่วนใหญ่ก็จะเป็นของขวัญเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวในวันคริสต์มาส พวกเสื้อผ้า เครื่องสำอาง ของใช้ในบ้าน ยิ่งพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ทีวีจะลดเยอะเป็นพิเศษ 




หลายคนคงสงสัยแล้วทำไมถึงเรียกว่า Black Friday ที่เรียกแบบนี้ก็เพราะคนทั้งเมือง ไม่ใช่สิแทบจะทั้งประเทศออกจากบ้านมารวมตัวกัน พอมันหนาแน่นมันจะดูมืดดำไปหมด รวมถึงการจราจรก็หนาแน่นตามไป

นอกจากนี้ “Black” ในที่นี้ยังหมายถึง ตัวเลขในบัญชีที่กลายเป็นบวก เนื่องจาก Black Friday ทำให้เจ้าของร้านค้าปลีกได้กำไรมหาศาล ทำให้บัญชีตัวแดง (ที่หมายถึงผลประกอบการติดลบ) เปลี่ยนมาเป็นตัวดำ ที่หมายถึงการมีกำไรนั่นเอง

นอกจาก Black Friday ที่นี่ยังมี Cyber Monday เอาใจนัก Shop Online หรือคนที่ขี้เกียจไปเบียดเสียดเข้าคิวต่อแถวซื้อของในวัน Black Friday คือในวันจันทร์ถัดจากวันศุกร์ที่เป็น Black Friday เหล่าร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ก็จะร่วมใจกันลดราคาสินค้าเพื่อให้เอาใจคนชอบซื้อทั้งหลาย บางเว็บไซต์ลดมากยิ่งกว่าร้านค้าที่ลดตอน Black Friday เสียอีก

วัน Shopping แห่งชาติของคนอเมริกัน ยังไม่หมดนะคะ เขายังมี Super Saturday ส่งท้ายปีอีก ถือเป็นการสิ้นสุดเทศกาลช้อปปิ้งเทศกาลคริสต์มาส ร้านค้ามักจะขยายเวลาปิดร้านออกไป อารมณ์เหมือน Midnight Sale ในบ้านเราที่ให้นักช้อปพากันส่งท้ายให้เต็มที่เลยค่ะ

เอาละทีนี้นัก Shop ทั้งหลายก็ไม่ควรพลาด เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ต้นปีเลย ทั้งการเงินและร่างกาย ปลายปีมาจะได้ซื้อของให้หนำใจไปเลย


วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เกร็ดความรู้วันขอบคุณพระเจ้า Thanksgiving




วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวันสำคัญอีกวันหนึ่งของคนอเมริกัน ซึ่งนั่นก็คือ วันขอบคุณพระเจ้าหรือ Thanksgiving ซึ่งจัดฉลองกันในวันพฤหัสบดีที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

หากจะทำความเข้าใจความสำคัญของวันนี้ เราต้องย้อนกลับไปเมื่อ 400 ปีที่แล้ว ที่คณะนักจาริกแสวงบุญ หรือที่เราเรียกกันว่า พวก pilgrims นิกายศาสนาบริสุทธิ์ ได้อพยพเดินทางจากประเทศอังกฤษ เพื่อมาตั้งรกรากที่เมือง Plymouth มลรัฐ Massachusetts

โดยการเข้ามาช่วงแรกนั้น การใช้ชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องทนอยู่ในอากาศหนาว และขาดแคลนอาหาร เพราะยังไม่มีความรู้เรื่องการเพาะปลูก

ต่อมาในฤดูใบไม้ร่วงปีรุ่งขึ้น คศ. 1621 หลังจากที่รอดชีวิตจากความอดอยาก โรคภัยไข้เจ็บและอากาศหนาวเย็นในดินแดนใหม่มาได้ครบ 1 ปี หลังเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว พวกพิลกริมส์เลยจัดให้มีงานเลี้ยงฉลองขอบคุณพระเจ้า โดยได้เชิญชาวอินเดียนแดงพื้นเมืองมาร่วมด้วย เนื่องจากว่าชาวอินเดียนแดงเป็นผู้สอนพวกพิลกริมส์ ให้เพาะปลูกข้าวโพดและพืชผลพื้นเมืองอื่นๆ ไว้เป็นอาหารประทังชีวิต

ในการจัดเลี้ยงครั้งนั้น อาหารที่นำมาขึ้นโต๊ะประกอบไปด้วย ไก่งวงป่า เป็ด ห่าน ปลาค้อดและกวาง

เนื่องด้วยไก่งวงเป็นอาหารมื้อแรกของการเฉลิมฉลองขอบคุณพระเจ้าในวันนั้น จึงกลายมาเป็นอาหารสัญลักษณ์ของวัน Thanksgiving มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากไก่งวงแล้ว ปัจจุบันแม่บ้านอเมริกันยังนิยมอบแฮม ทำมันเทศและมันหวานบด  ย่างข้าวโพด และอบถั่วเขียว หรือที่เรียกว่า Green bean casserole ส่วนพวกของหวานก็จะมีพายฟักทอง และพายข้าวโพด

ในช่วงแรกนั้น วันขอบคุณพระเจ้าไม่ได้ถูกจัดให้เป็นวันหยุดที่มีการฉลองกันทั่วประเทศ จนกระทั่งนาง Sarah Josepha Hale บรรณาธิการนิตยสารสตรี Godey's Lady's Book รณรงค์ต่อรัฐสภาสหรัฐ

ในปี คศ. 1863 ประธานาธิบดีลินคอล์นเลยประกาศให้วันขอบคุณพระเจ้าเป็นวันหยุดทั่วประเทศสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ โดยหน่วยงานรัฐบาลจะปิดทำการทั้งในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่สี่ของเดือนพฤศจิกายน 


วันนี้ถือได้ว่าเป็นอีกวันหนึ่งที่คนอเมริกันเดินทางท่องเที่ยว และกลับบ้านมากที่สุดรองมาจากวันคริสต์มาส หากเปรียบไปแล้วก็เหมือนวันสงกรานต์ของไทย ที่ลูกหลานมักจะไปรวมตัวกันที่บ้านปู่ย่าตายายหรือญาติผู้ใหญ่เพื่อทำอาหารและทานมื้อค่ำด้วยกัน

นอกจากวันนี้จะเป็นวันที่ชาวอเมริกันรำลึกถึงพระเจ้าแล้ว คนส่วนใหญ่ยังถือเอาวันนี้เป็นวันที่แสดงความเคารพ ขอบคุณผู้ที่มีน้ำใจ ช่วยเหลือ หรือมีพระคุณในชีวิต เด็กๆ มักจะทำการ์ดจากโรงเรียนเพื่อขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูพวกเขาเป็นอย่างดี เจ้านายมักจะพาลูกน้องไปเลี้ยงขอบคุณ หรือมีการเขียนการ์ดแสดงความรู้สึกขอบคุณ หรือ Thankful ที่ทุกคนต่างช่วยกันทำงาน เทแรงกายแรงใจทำให้งานต่างๆ สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้


วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ฉลอง Thanksgiving กับผู้ชายที่ San Francisco



ข้อดีของ Facebook อย่างหนึ่งที่ชอบเลยคือ จะมีโหมด Memories มาคอยย้ำเตือนเราว่าวันนี้ในปีที่แล้วเราทำอะไร เมื่อวานอยู่ๆ เตือนขึ้นมา วันนี้เมื่อปีที่แล้วไปเที่ยวซานฟรานซิสโก (San Francisco) พอเห็นแล้วก็ทำให้หวนนึกถึงอดีตอันหวานชื่น

จริงๆ ซานฟรานซิสโก (San Francisco)  นี่ไม่ใช่เมืองที่ฝันไว้ว่าอยากไปเลยนะ แต่พอดีช่วงนั้นผู้ชายชวนไปเที่ยว ด้วยความรักบังตาหรืออะไม่รู้ ก็ตกลงปลงใจไปซะงั้น ฮาๆๆ 

จากแอตแลนต้า (Atlanta) บินไปซานฟรานซิสโก (San Francisco) ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ตั๋วเครื่องบินช่วงนั้นก็แพงมากๆ พอๆ กับไปไทยเลย ขอบอก 450$ เพราะเป็นช่วงเทศกาล ก็นั่นแหละที่เขาว่าความรักมันทำให้คนตาบอด แพงแค่ไหนก็ไปคะ ใจสั่งมา

พอถึงสนามบินก็มีผู้ชายมายืนรอรับด้วยใจจดจ่อ แบบนับวันนับคืน ฉันอยากจะเจอเธอ แล้วในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ฉากนี้เหมือนในหนังรักโรแมนติกเลยนะ ผู้ชายยืนยิ้มหวาน เท่ห์ๆ คอยนางเอก มือถือดอกไม้ช่อใหญ่ สายตานี้เยิ้มมาก ดีใจสุดๆ เมื่อเห็นนางเอกลากกระเป๋าออกมาจากสนามบิน พร้อมเข้ามาโอบกอดแน่นๆ ด้วยความคิดถึง เกิดมาชาตินี้นอกจากพ่อและสามีเก่าแล้ว ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเฝ้ารอเราแบบนี้ รู้สึกภูมิใจในตัวเองเบาๆ แต่พ่อนี่ไม่ได้รอเพราะคิดถึง รอด่าเวลากลับบ้านค่ำ

วันนั้นจำได้เลยฝนตกปรอยๆ ในรถผู้ชายเปิดเพลง Jazz เบาๆ มือเขาก็กุมมือเราอยู่ตลอด โอ๊ยอะไรมันจะดีแบบนี้อะ ฟินสุดๆ อะ เขาพาขับรถชมเมืองช้าๆ นอกเมืองซานฟรานนี้ไม่ได้สวยเหมือนที่เขาโปรโมตตามในหนังนะ ออกจะร้างๆ มีตึกเก่าๆ โทรมๆ เยอะมาก ที่สำคัญคนไร้บ้าน (Homeless) เยอะมาก พอๆ กับที่แอตแลนต้าเลย แต่พอเข้าไปในตัวเมืองแล้วสวยมาก ตึกรามบ้านช่องเป็นแบบโบราณ สมัยเก่าสไตล์วิคตอเรียน (Victorian)  มีหลากหลายสีทั้งเหลือง ชมพู ฟ้า เขียว สถาปัตกรรมต่างๆ สวยงามมาก ยิ่งพอเข้าไปที่พักแล้ว Oh My GOD สวยมาก ผู้ชายจองห้องพักที่ Harbor Court Hotel เป็นโรงแรมที่ติดกับท่าเรือ มองออกไปจากหน้าต่างเป็นวิวทะเล และสะพาน Bay Bridge มีลักษณะเป็นสะพานแขวน เชื่อมต่อระหว่างเมืองซานฟรานซิสโกกับเมืองโอ๊คแลนด์ (Oakland) ใน Alameda County ซึ่งจะทอดข้ามผ่าน Treasure Island สวยมากๆ โรแมนติกที่สุด นี้ยังไม่ได้ออกไปไหนนะ แต่แค่เห็นวิวแบบนี้ก็คุ้มค่าที่เดินทางมาแล้วอะ

วันแรกเดินทางมาถึงเป็นวันที่ไม่ทำอะไรเลย เพราะผู้ชายทำงาน ก็เลยนอนคะ ให้สมกับที่มาพักผ่อน โรงแรมก็เงียบมาก หลับเป็นตายคะ






ทริปนี้เป็นทริปที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรเลยนะ คิดว่าผู้ชายพาทำอะไรก็ไป เพราะตอนที่นางอยู่แอตแลนต้าก็ข่มนางไว้เยอะ นางไม่เคยได้ทำอะไรที่ชอบเลย พอนางย้ายมาทำงานที่นี่ก็ว่าจะตามใจนางหน่อย แต่ก็นะยามรักกันใหม่ ผู้ชายมันจะมีพลัง ช่วงโปรโมชั่นอะไรก็ดี นางสรรหากิจกรรมที่เราชอบทั้งนั้นมาให้ทำ

ตื่นมาประมาณหกโมงเช้า นางเซอร์ไพร์สด้วยการพาไปปั่นจักรยานคะ กินใจสุดๆ เป็นคนที่ชอบปั่นจักรยานชมเมืองมาก ยิ่งเมืองน่ารักๆ อย่างซานฟรานซิสโกด้วย จะพลาดได้เหรอ แล้วอากาศก็เป็นใจมากนะ ไม่ร้อน ไม่หนาว อากาศกำลังดี



เราปั่นจากโรงแรม เลียบไปตามท่าเรือ (Pier 39) แวะถ่ายรูปตามจุดสำคัญต่างๆ เช่น the Sea Lion Center, the Hyde Street Pier, Ghirardelli Square เป็นต้น อาคารบ้านเรือนแถวนั้นน่ารักมากๆ เหมือนในหนัง Hollywood ที่เราชอบดูกันเลย ตอนแรกว่าจะปั่นสั้นๆ สักชั่วโมง กลัวผู้ชายเหนื่อย แต่ผิดคลาดคะ นางใจสู้ ชวนปั่นไปให้ถึงสะพาน Golden Gate นางกล้าถามมาขนาดนั้น ก็เอาสิคะ คิดว่าไม่เท่าไหร่หรอก จากท่าเรือเห็นแบบสะพานอยู่ไม่ไกลมาก แต่พอปั่นจริง คุณหลอกดาวคะ คือมันไกลมาก มีทั้งทางขึ้นเขา ลงห้วย ใช้เวลาเกือบชั่วโมง แต่ก็ถือว่าคุ้มมาก เพราะบรรยากาศสองข้างทางมันดีจริงๆ วิวสวยสุดๆ ได้รูปสวยเกินร้อยรูป แล้วก็ได้จับมือกันปั่นข้ามสะพาน โรแมนติกไปอีก

ก่อนกลับโรงแรมเราแวะทานอาหารแถว Fisherman Wharf เป็นเหมือนสะพานปลา เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมร้านอาหารซีฟู๊ดแบบสดๆ อร่อยๆ นางบอกจะเลี้ยง เลยฟาด Lobster ตัวใหญ่ๆ ซะเลย เอาให้เข็ด ขนหน้าแข้งล่วงไปเลย สรุปรวมแล้วหนึ่งวันหมดไปกับการปั่นจักรยานคะ ตื่น 6 โมงเช้า ปั่นจักรยานเสร็จตอนบ่ายสองโมง

ซานฟรานซิสโกถือว่าเป็นเมืองที่มีร้านอาหารไทยเยอะมาก แทบทุกถนนจะเห็นร้านไทยเกินหนึ่งร้าน แต่ราคาอาหารที่นี่แพงน่าดู ร้านธรรมดาๆ ราคาพอๆ กับร้านภัตราคารหรูๆ ห้าดาว Fine Dinning ที่แอตแลนต้า คือจานละ 20$ ขึ้น แต่อาหารอร่อยใช้ได้เลย มื้อค่ำเราฝากท้องไว้ที่ร้าน Million Thai Restaurant อยู่ตรงถนน Taylor St ห่างจากที่พักประมาณ 15 นาที เป็นร้านเล็กๆ เจ้าของเป็นกันเองมาก สั่งโป๊ะแตกทะเลมากิน แซบเวอร์มาก รสชาติไทยสุดๆ ผู้ชายซดน้ำไปหนึ่งคำ แทบจะสำลักในความเผ็ดร้อนของอาหารไทย คิดในใจ นี่ยังไม่ชินอีกเหรอ มีแฟนแซ่บขนาดนี้ ฮาๆ จริงๆ คือ ผู้ชายไม่ทานอาหารรสจัด อยู่กับนางต้องทำใจ กินได้แค่ผักกับอาหารทะเล เพราะนางไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ จะบ้าตาย เป็นผู้ชายที่ Healthy มาก มีการกินที่เคร่งครัด ไม่กินข้าวขาว หรืออาหารจำพวกแป้งมาก กินผักและผลไม้เป็นหลัก ออกกำลังกายทุกวัน ดื่มน้ำวันละสามลิตร เข้านอนตอนหัวค่ำ และต้องตื่นก่อนไก่ร้อง เหมือนอยู่ค่ายทหาร ตอนแรกนึกว่ามาเข้าค่ายลูกเสือกับครูฝึก ทำโน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ดี เราเลยขึ้นคะ อารมณ์ไม่ดี แวดใส่นางไปหนึ่งรอบ ทำให้นางมีสติ สำนึกขึ้นมาได้ว่าคำที่พูดกับคนรักได้มีแค่ โอเคจ๊ะที่รัก ยังไงก็ได้แล้วแต่เลย ฮาๆ มันต้องอย่างนี้สิ


เช้าวันต่อมา อากาศไม่ค่อยเป็นใจกับการออกไปเที่ยวสักเท่าไหร่ ฝนตกเบาๆ เหมาะกับการนอนขึ้เกียจ หมกตัวอยู่ในผ้าอุ่นๆ ดูหนัง ฟังเพลงไป แต่ก็นะผู้ชายเป็นคนตื่นเช้ามาก ปลุกให้ตี่นแต่เช้าตรู่ไปลองกิน Brunch ร้านโปรดของนาง จริงๆ แล้วรู้ทันนางหรอก นางกลัวเราไปกินติ่มซำ เพราะก่อนเข้านอนเปรยกับนางไว้ว่าอยากกิน นางแซงตัดหน้าพาไปร้านฝรั่งก่อน

ร้านที่ไปชื่อ Curbside Cafe อยู่ตรงถนน California St ตกแต่งสไตล์ยุโรป ออกโทนแดง เหลือง บรรยากาศโรแมนติก น่ารักๆ เหมาะกับการพาแฟนมาออกเดต เมนูอาหารไม่เยอะมาก เป็นพวกแพนเค้ก ไข่ทอดต่างๆ เรานั่งริมหน้าต่าง มองออกไปเห็นตึกอิฐสีส้มโบราณๆ มื้อนี้ผู้ชายสั่งให้ทุกอย่าง นางเลือก Smoked Salmon Benedict ให้ลองชิม อาหารหน้าตาธรรมดา แต่รสชาติคือ เวอร์วังมากคะ ซอสรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม เข้ากันได้ดีกับเนื้อปลาแซลมอน จิบไวน์ขาวเบาๆ มองดูฝนตกปรอยๆ ข้างหน้าต่าง อะไรมันจะลงตัวขนาดนี้ ชีวิตดี๊ดี

ด้วยความที่ฝนตก ผู้ชายไม่รู้จะพาทำอะไรดี เลยพาขับรถชมเมืองเล่นๆ นางพาขับผ่านไปแถว China Town ชวนให้นึกถึงเยาวราชบ้านเรา หรือถ้าเป็นเชียงใหม่อารมณ์ก็จะเหมือนกาดหลวง สองข้างทางจะเป็นตึกเก่าๆ ตกแต่งด้วยโคมสีแดง และตัวหนังสือภาษาจีน มีขายผัก ผลไม้สด น่าลงไปเลือกดู เลือกซื้อมาก แต่ผู้ชายกุมมือไว้แน่นมาก เพราะกลัวลงไป shopping แล้วจะนานเลยทีนี้

แต่ด้วยความที่นางอยากจะเอาใจหรืออะไรไม่รู้ นางขับรถพาไป Asian Art Museum of San Francisco บอกว่าอยากศึกษาวัฒนธรรม แล้วให้เราช่วยอธิบายให้หน่อย นี่ก็ขอร้องถูกคนมากคะ เกิดมาไม่เคยชอบเลยวิชาประวัติศาสตร์ จำผิด จำถูก ราชวงค์โน่นสลับกับราชวงค์นี้ แต่ก็นะด้วยความที่อยากเอาใจผู้ ก็ตามน้ำไปคะ

พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่กลางในเมือง ติดกับ City Hall จัดแสดงเรื่องราววัฒนธรรมของชนชาติจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีเป็นส่วนใหญ่ ของไทยแทบจะไม่มีอะไรเลย ช่วงที่ไปด้านล่างตึกมีการจัดแสดงศิลปะและดนตรีของชาวอินเดีย 

ความอ่อนด้อยด้านประวัติศาสตร์ของดิฉันนี้ผู้ชายยังต้องอึ้ง เขาถามว่าพระพุทธรูปทำไมมีผอมกับอ้วน เขาหมายถึงพระสังกัจจายน์นะคะ คือคำถามแรกมาก็ยากละ ไม่รู้จะตอบยังไงเลยบอกไปว่า ก็องค์นั้นเขาชอบกินไง ตอบเสร็จแล้วรีบเดินหนีเลย เดี๋ยวถามเยอะ ทิ้งให้ผู้ชายยืนงงอย่างนั้นแหละ 

ผู้ชายดูสนใจใฝ่รู้ ใฝ่เรียนมาก ผิดกับดิฉันมาก สาระนี่ไม่อ่านคะ เดินผ่านเฉยๆ จะมีถ้วยชาม ดาบจากยุคไหน สมัยราชวงค์ไหนก็ไม่ค่อยได้สนใจศึกษา นั่งฟังดนตรีเบาๆ อย่างเดียว ผู้ชายเหลือบมาเห็นคงสงสาร บอกว่าไปเดินเล่นถ่ายรูปตึกข้างนอกก็ได้นะ ให้มันได้อย่างนี้สิคะ ผู้ชายที่โลกต้องการ


จริงๆ นางมีมุมที่น่ารักหลายอย่างนะ อย่างเวลาขับรถ แล้วนางเห็นว่าเราอยากจะถ่ายรูปข้างทาง นางจะคอยมองหาที่จอด ถ้าจอดไม่ได้ก็จะชะลอรถให้ช้าๆ ให้เราถ่ายรูปได้ง่ายๆ หรือบางทีถ้าฝนตก พอนางเห็นเรายกกล้องถ่ายรูปขึ้นมา นางก็จะคอยปัดน้ำฝนหน้ารถให้กระจกใสๆ ถ่ายรูปได้สวยๆ แล้วจะเช็คตลอดเลยนะว่าได้รูปที่ต้องการไหม เป็นอีกอย่างที่ทำให้ประทับใจในตัวนาง

ที่เที่ยวในซานฟรานซิสโกนี้มีเยอะจริงๆ ไม่รู้เที่ยวกี่วันถึงจะหมด ทริปนี้มีเวลาแค่ห้าวันเอง จริงๆ นางตั้งใจจะพาไปฉลอง Thanksgiving กับครอบครัวนางที่ Los Angeles นางบอกขับรถไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง แต่ก็นะคบกันได้ยังไม่ถึงปีเลย ก็ไม่ค่อยกล้าไปเท่าไหร่ ทำตัวไม่ถูก เลยจบลงที่ฉลองกันสองคนที่ซานฟราน ก็สนุกไปอีกแบบ เป็นทริปที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ ได้ศึกษานิสัยใจคอกันแบบลึกๆ ขึ้นไปอีก ได้เห็นว่าอีกฝ่ายชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

ความดีของผู้ชายยังไม่หมด ขออวดต่ออีกสักหน่อย ตอนแรกแอบโกรธนาง ฟ้ายังไม่สาง ตื่นขึ้นมากดโทรศัพท์เล่นทำไม ที่ไหนได้ แอบส่องดูโทรศัพท์นาง นางตื่นแต่เช้าเพื่อมาหาที่ Hiking คะ แต่ไหนแต่ไรมา เป็นคนชอบเดินป่า ปืนเขามากๆ ผู้ชายเลยเอาใจด้วยการพาขึ้นไปไต่เขา Twin Peaks เป็นยอดเขาตั้งอยู่กลางเมืองซานฟรานซิสโก สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 282 เมตร หากใครอยากหาที่ถ่ายรูปสวยๆ ไม่ควรพลาดจุดนี้คะ เวลาขึ้นไปข้างบนจะเห็นเมืองซานฟรานซิสโกทั้งเมือง แต่ก็แอบเหนื่อยอยู่นะ ทางมันชัน ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมเลยละ ประหนึ่งไปปืนยอดเขาหิมาลัย


การปืนเขามันเป็นอะไรที่สนุกนะ แต่พอเสร็จแล้ว ร่างกายมันเมื่อยล้ามาก นั่งพักร่างอยู่ในรถ ผู้ชายเอาน้ำมาให้ดื่ม พร้อมกับถอดเท้าของเราที่เปื้อนโคลนไปทำความสะอาดให้ ดีเวอร์วัง พ่อเทพบุตรของฉัน นางยิ้มๆ แล้วบอกว่าไม่ต้องดีใจไปหรอกนะ ที่ทำให้เพราะกลัวรถฉันเปื้อน เพิ่งเอารถไปล้างมา อ้าวซะงั้น ฮาๆ

Thanksgiving ยังไม่ทันผ่านไป ผู้ชายเปิดเพลง Christmas แล้วคะ ก็ฟังเพลินดี Let it snow… วันนี้แปลกมาก นางไม่ถามเลยว่าหิวไหม ทานอะไรมาหรือยัง เลยลองบ่นพรึบพรัมเบาๆ อยากกินของหวานจะมีใครพาไปไหมน่า...... นางก็เงียบๆ ไม่พูดอะไร ขับรถลัดเลาะชมเมืองไปเรื่อยๆ จนมาจอดที่ร้านไอติม Swensen ตรงหัวมุมถนน Union and Hyde แล้วจูงมือพาไปซื้อไอติม บรรยากาศในร้านคลาสสิกสุดๆ ร้านเล็กมากๆ ไม่มีที่นั่ง แต่มีไอติมหลากหลายรสมาก ทั้งช็อคโกแลต วานิลา มะพร้าวก็มีนะคะ ผู้ชายบอกให้เลือกเลย จัดเต็มคะ เอามาสองอันเลย ให้มันหายเหนื่อย

ตอนแรกนึกว่านางเหนื่อยอยากกลับโรงแรมแล้ว ไม่จ๊ะ นางพาขับรถไปถ่ายรูปย่านเด็ด ย่านดังอย่าง Lombard Street อันนี้ถือเป็น Landmark เลย ทุกคนต้องมาถ่ายรูป เป็นบ้านที่ตั้งอยู่เนินเขา ลดเลี้ยว คดเคี้ยว เต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสวยงาม วันที่ไปคนเยอะมาก แทบจะหาที่จอดรถถ่ายรูปไม่ได้เลย แต่ผู้ชายก็แสดงความมุ่งมั่น มานะนะคะ บอกว่าเธอลงเลย เดี๋ยวฉ้นจะวนรถไปรอบๆ ถ่ายรูปเสร็จเมื่อไหร่ก็โทรหานะ จะมารับ เนี่ยเห็นไหมข้อดีของช่วงโปรโมชั่นหกเดือนแรก ฮาๆๆ

ทุกคนอ่านมาเกือบจะจบแล้ว อาจจะงงว่า อ้าวไหนว่ามาฉลอง Thanksgiving ไม่เห็นมีการบอกเล่าเรื่องราวของการกินไก่งวงเลย แผนตอนแรกคือเป็นแบบนั้นแหละ แต่ด้วยความที่ไม่กล้าไปเจอครอบครัวของผู้ชาย และมันมีอย่างอื่นที่สนุกกว่าอย่างการปืนเขา ปั่นจักรยานชมเมือง ก็เลยเลือกไปทำอย่างอื่นก่อน จริงๆ ก็เกรงใจผู้ชายนะ ที่นางไม่ได้ไปเจอครอบครัวในวันสำคัญอย่าง Thanksgiving นางบอกไม่เป็นไร เห็นกันบ่อยแล้ว แต่ไม่ค่อยได้เห็นยูเลย ปากหวานมาก คนจีบกันใหม่ๆ อะเนอะ น้ำต้มผักก็ว่าหวาน ก็ตกลงกับนางว่า หากปีหน้ายังคบกันอยู่ ค่อยไปกินไก่งวง กับพายฟักทองที่บ้านนางละกัน 



เขาบอกว่าเวลาที่เรามีความสุข เวลามันมักจะผ่านไปเร็วเสมอ อยู่แป๊บเดียวก็ต้องกลับแล้ว นี้ไม่ติดว่าต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ และจ่ายค่าครีมบำรุงหน้า ก็จะอยู่ต่อสักเดือน ทริปนี้ถือเป็นอีกทริปที่ประทับใจมาก ไม่ใช่เพราะผู้ชายอย่างเดียวหรอก ซานฟรานซิสโก เป็นเมืองที่สวยจริงๆ ขนาดผ่านมาหนึ่งปีแล้ว ทุกอย่าง ทุกภาพยังอยู่ในความทรงจำอยู่เลย เป็นเมืองที่โรแมนติกมากๆ ใครที่หาสถานที่เดต หรือฮันนีมูนแนะนำเลยคะ มีมุมสวยๆ ให้โรแมนติกเยอะมาก ได้รูปสวยเกินร้อยรูปเอางี้เลยดีกว่า........