วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565

อาชีพเสริมเก็บเงินไปต่างประเทศ

บทความที่แล้วได้พูดถึง วางแผนเก็บเงินไปต่างประเทศ บทความนี้จะแนะนำเกี่ยวกับการทำงานพิเศษ หรือหารายได้เสริม ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้เก็บเงินได้มากขึ้น และเร็วขึ้น โดยเราต้องเริ่มจากการหางานที่เราชอบ ถนัด ทำแล้วมีความสุข เพราะถ้าไม่สนุกแล้ว จะทำให้เราเบื่อหน่าย ชีวิตดูแย่ เหนื่อย และหยุดทำงานไปในที่สุด 


เมื่อหางานที่ชอบได้แล้ว ก็ลองมาคิดทบทวนว่าเรามีเวลาว่างทำช่วงไหน เสาร์-อาทิตย์ หรือหลังเลิกงาน ทำได้วันละกี่ชั่วโมง อย่าทำมากเกินไป จนไม่มีเวลาพักผ่อน หรือไปทำงานสาย จะทำให้งานประจำเสียหาย 


จากนั้นก็ลองมองหาประกาศรับสมัครงานตามป้ายประกาศที่ติดตามสถานที่ต่างๆ ประกาศหางานตามรถเมลล์ หรือป้ายรถเมลล์ และเว็บไซต์หางาน


วันนี้เรามีอาชีพเสริม ที่น่าสนใจ สามารถทำได้ง่ายๆ รายได้ดีมาฝาก ได้แก่ 


1. รับจ้างทำแบบสอบถาม ปัจจุบันมีสถาบันวิจัย โครงการวิจัยจำนวนมากที่เปิดรับสมัครผู้ช่วยแจกแบบสอบถาม ทั้งการแจกแบบสอบถามที่บ้าน ทางโทรศัพท์ และห้างสรรพสินค้า โดยได้ค่าจ้างชุดละ 100-300 บาท แล้วแต่ความยาก ง่าย และจำนวนหน้าของแบบสอบถาม อาชีพนี้ต้องใช้ความอดทน และขยัน สามารถทำได้ในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือตอนเย็นหลังเลิกงาน การทำงานนั้นไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว บางครั้งเราต้องสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย และกรอกรายละเอียดลงในแบบสอบถาม บางครั้งมีประมาณ 10-20 หน้า ต้องทำให้ครบ สะอาด เป็นระเบียบ จึงจะได้ค่าจ้าง หากผิดพลาดต้องทำใหม่ และห้ามกรอกด้วยตนเอง เพราะทางสถาบันจะโทรไปตรวจสอบกับกลุ่มเป้าหมายว่าเราได้สัมภาษณ์จริงหรือไม่ หากสนใจสามารถติดต่อได้ที่ บริษัทเอซีเนลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด 323 อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ชั้น 17 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ 10500 


2. แจกใบปลิว งานแจกใบปลิวส่วนใหญ่จะเป็นการแจกใบปลิวตามงาน Event เพื่อประชาสัมพันธ์งาน โฆษณาสินค้า โดยเจ้าของงานจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายว่าต้องแจกใคร แจกอย่างไร ค่าจ้างประมาณ 300-500 บาทต่อวัน สามารถสมัครในเว็บไซต์หางาน หมวดงาน Part time 


3. เขียนหนังสือสอบ งานนี้ต้องใช้ความสามารถเป็นพิเศษ และมีความรู้ในเรื่องที่จะเขียน มีความเชี่ยวชาญและถนัดในการทำข้อสอบ รู้ว่าข้อสอบแนวนี้ต้องตอบอย่างไร ปัจจุบันมีการเปิดสอบเป็นจำนวนมาก เช่น สอบข้าราชการตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าประชาสัมพันธ์ เป็นต้น โดยสถาบันกวดวิชา หรือชมรมนักวิชาการได้ทำหนังสือแนวข้อสอบวางขายเป็นจำนวนมาก และต้องการรับสมัครคนช่วยเขียนหนังสือสอบวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความรู้ทั่วไป เป็นต้น โดยคนที่จะเขียนหนังสือสอบนั้น จะต้องสมัครสอบเพื่อดูแนวข้อสอบว่าออกแนวไหน ต้องเน้นส่วนใดเป็นพิเศษ จากนั้นนำมาเขียนตำราพร้อมเฉลย และแนะแนวการทำข้อสอบ ค่าจ้างจะได้เปอร์เซนต์จากยอดขายประมาณ 10-20 เปอร์เซนต์ ยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ 100,000 บาทต่อครั้ง ถ้าคิด 10 เปอร์เซนต์ ก็จะได้ประมาณ 10,000 บาท การเขียนนั้นจะใช้เวลาอยู่ที่ 1-2 เดือน ส่วนการสอบนั้นมีเกือบทุกเดือน แล้วแต่ว่าเจ้าของต้องการให้สมัครสอบหรือไม่ และเน้นวิชาใดเป็นพิเศษ หากสนใจติดต่อสมัครงานได้ที่ สถาบันวิชาการคุณภาพ อาคารสถาบันชั้น 1 และ 2 หลังธนาคารกรุงศรีอยุธยาหัวหมาก ซ.รามคำแหง 51/3 เข้าซอยประมาณ 20 เมตร ขวามือ ถ.รามคำแหง กทม. โทร 089-423 3829 และ 084-343-8531 www.vichakankunapab.com


4. เขียนเรื่องสั้นหรือบทความลงนิตยสาร ผู้เขียนต้องมีทักษะ ประสบการณ์ ความสามารถด้านการเขียน และมีความรู้ในเรื่องที่จะเขียน ที่่สำคัญต้องเขียนเรื่องที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ อาจเขียนเป็นบทความ เรื่องสั้น เรื่องเล่า บทกวี ความยาวของบทความประมาณ 1-2 หน้ากระดาษ A4 ค่าจ้างหน้าละ 500-1,000 บาท ส่วนเรื่องสั้นนั้นประมาณ 4-8 หน้ากระดาษ A4 ค่าจ้างเรื่องละ 1,000-2,000 บาท 


5. เขียนหนังสือเรื่องราว ประสบการณ์ของตนเอง หากคุณเป็นคนที่รักการเขียน และมีเรื่องราว ประสบการณ์ดีๆ ที่เป็นประโยชน์ แปลกใหม่ น่าสนใจ ลองเริ่มเขียนเรื่องเล่าของตนเอง ความยาวประมาณ 50-100 หน้า จากนั้นลองส่งเรื่องที่เขียนไปยังสำนักพิมพ์ โดยสามารถหารายละเอียดสำนักพิมพ์ใน Google หรือหาตามร้านหนังสือ เลือกสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์งานเขียนแนวเดียวกับที่คุณเขียน ค่าตอบแทนคิดเป็น 2 แบบคือ ประเภทขายขาดลิขสิทธิ์ เป็นการมอบสิทธิ์ภายหลังการตีพิมพ์ให้กับสำนักพิมพ์ดูแลตลอดไป แลกกับค่าตอบแทนเพียงครั้งเดียว แม้มีการจัดพิมพ์ซ้ำอีกสักกี่ครั้ง ผู้เขียนจะไม่ได้รับในครั้งที่ 2 และต่อๆ มา อาจได้ค่าตอบแทนประมาณ 50,00-60,000 บาท อีกประเภทหนึ่งคือ การเช่าลิขสิทธิ์ มักจะมีการทำสัญญาตกลงการเช่าลิขสิทธิ์ จากนั้นคิดค่าตอบแทนในการตีพิมพ์ครั้งแรกทั่วไป 10 % ของจำนวนการตีพิมพ์ คูณด้วยราคาหนังสือ แล้วหารด้วย 10 เช่น หนังสือเล่มละ 100 บาท พิมพ์ 3,000 เล่ม  ตัวเลขที่ได้คือ 100 X 3,000 เท่ากับ 300,000 หาร 10 นั่นหมายถึงนักเขียนจะได้รับสุทธิ 30,000 บาท (อ้างอิงข้อมูลจาก: ทิวสน ชลนรา www.oknation.net


6. เขียนเรื่องขำขัน หรือการ์ตูน อันนี้สำหรับคนที่มีอารมณ์ขัน สนุกสนาน มีความสามารถในการเขียนเรื่องขำขัน วาดการ์ตูน แต่งการ์ตูน สามารถส่งตนฉบับตีพิมพ์ในนิตยสาร หนังสือการ์ตูน เช่น ขายหัวเราะ ได้รับค่าจ้างเรื่องละ 200 บาท 


7. งานแปล งานนี้ต้องมีความสามารถด้านภาษา ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างชาติ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษา เยอรมัน หรือฝรั่งเศส นอกจากนี้ต้องมีความสามารถด้านการเขียน การใช้ภาษา เรียบเรียงให้สวยงาม และต้องมีความสามารถในการใช้โปรแกรมการแปล Trados โดยมีงานแปลหลากหลาย เช่น ใบทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส งานวิจัย นิวนิยาย เรื่องเล่า เรื่องสั้น บทความ หรือบทภาพยนตร์ การสมัครงานสามารถสมัครได้ตามสำนักพิมพ์ บริษัทที่รับแปลงานต่างๆ ทีมนักพากย์ หรือในเว็บไซต์ต่างประเทศ เช่น www.upwork.com ค่าจ้างมีตั้งแต่ 1,000 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของงาน 


8. สอนพิเศษ ติวหนังสือ อันนี้ต้องมีเทคนิคการสอน รู้จักการทำสื่อการสอน ที่สำคัญคือ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความชำนาญในเรื่องที่จะสอน อาจเลือกวิชาใด วิชาหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น การสอนสามารถสอนพิเศษตามบ้าน หรือสมัครสอนพิเศษ สอนติวกับสถาบันติว เช่น KUMON CUCENTER หรือสมัครงานในเว็บไซต์ ค่าจ้างคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 200 บาทขึ้นไป 


9. สอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ ผู้สอนต้องมีประสบการณ์มาก่อน เชี่ยวชาญทั้งภาษาไทยและภาษาต่างชาติ ทั้งด้านไวยากรณ์ ฟัง พูด อ่าน เขียน มีความสามารถ ทักษะในการสอน โดยสอนตั้งแต่เรื่องอักษร สระ วรรณยุกต์ การผสมคำ การออกเสียง การสร้างประโยค การอ่านบทความ รวมไปถึงการสนทนาในชีวิตประจำวัน ค่าจ้างคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 500 บาทขึ้นไป 


10. เฝ้าร้านอินเตอร์เน็ต เจ้าของร้านอินเตอร์ ร้านเกมส์ บางคนเปิดร้านหลายสาขา จึงต้องการรับสมัครพนักงานช่วยเฝ้าร้าน ทำความสะอาด ขายของ จัดคิวให้ลูกค้า ต้อนรับดูแลลูกค้า และเก็บเงิน โดยสามารถทำงานเป็นกะ แบ่งเป็นช่วงเช้า บ่าย และกลางคืน ค่าจ้างคิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 30 บาทขึ้นไป


11. พนักงานร้าน 7-11 ร้าน 7-11 มักจะเปิดรับสมัครงานขายของในร้านอยู่เป็นประจำ โดยสามารถเลือกทำงานเป็นกะได้ ทำวันละ 9 ชั่วโมง โดยก่อนเริ่มทำงานจะมีการสอนงานก่อน ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงาน มีประสบการณ์ด้านการขาย การจัดเรียงสินค้า การบริการลูกค้า ถือเป็นกำไรที่ดีของชีวิต เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 6,500 บาท 


12. พนักงานขายกาแฟ งานนี้ต้องมีความรู้เรื่องกาแฟชนิดต่างๆ มีความสามารถด้านการชงกาแฟ การเก็บรักษากาแฟ การทำความสะอาดเครื่อง การเก็บรักษาอุปกรณ์ สามารถทำงานเป็นกะได้ โดยสมัครงานตามร้านกาแฟ เงินเดือนเริ่มต้น 7,000 บาทขึ้นไป 


13. รับจ้างถ่ายรูป เหมาะสำหรับคนที่รักการถ่ายภาพ รักงานศิลปะ มีความคิดสร้างสรรค์ โดยสามารถรับจ้างถ่ายภาพตามงานต่างๆ เช่น งานรับปริญญา งานแต่งงาน งานบวช งานเดินแบบ งานค่าย งานนิทรรศการต่างๆ หรือถ่ายภาพให้กับนิตยสาร หนังสือ หากถ่ายภาพตามงานต่างๆ ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 3,000 บาทขึ้นไป หากถ่ายภาพให้กับนิตยสาร หนังสือ ค่าจ้าง แล้วแต่ตกลงกัน 


14. รับจ้างแต่งหน้า ทำผม ไม่จำเป็นต้องมีร้านเป็นของตัวเอง แต่ต้องมีความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และมีความรู้เรื่องการแต่งหน้า ทำผม มีความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบแต่งหน้า ทำผม ให้เหมาะกับงาน ที่สำคัญคือมีเครื่องสำอางเป็นของตัวเอง เป็นเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ สามารถรับงานเอง โดยอาจรับแต่งหน้าให้กับเจ้าบ่าว เจ้าสาว แต่งหน้างานรับปริญญา เป็นต้น สามารถประกาศทางเว็บไซต์ หรือติดป้ายประกาศตามมหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า ป้ายรถเมลล์ สถานที่สาธารณะต่างๆ ค่าจ้างประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป


15. รับจัดหน้าหนังสือ งานนี้ผู้ทำงานต้องมีความคิดสร้างสรรรค์ มีความสามารถด้านการใช้โปรแกรมการจัดหน้าหนังสือ โปรแกรมออกแบบ ตกแต่งหนังสือ สามารถออกแบบ ตกแต่งหน้าสือ จัดวางหน้าให้สวยงาม มีสไตล์ เหมาะกับงานเขียน หรือหนังสือที่เจ้าของส่งมอบมาให้จัดหน้า ค่าจ้างคิดเป็นชิ้นงาน แล้วแต่ความยากง่่ายของงาน มีตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป


16. งานพิธีกร สามารถเป็นพิธีตามงานต่างๆ เช่น นิทรรศการ งานแต่งงาน งานค่าย งาน Event โชว์สินค้า ขายของ แจกของ งานพิธีกร ผู้ทำงานต้องมีบุุคลิกภาพดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสามารถด้านการพูด มีประสบการณ์มาก่อน สามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และนำเสนอจุดสำคัญของงานให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ เข้าใจ และปฏิบัติตาม บรรลุวัตถุประสงค์ของงานได้ ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 3,000 บาทขึ้นไป


17. นายแบบ นางแบบ งานนายแบบ หรือนางแบบนั้นมีหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบให้เฉพาะนิตยสาร แต่อาจเป็นนายแบบ นางแบบตามงานแสดงสินค้า งานโชว์ งานเดินแบบเสื้อผ้า หรือนายแบบ นางแบบสำหรับวาดรูป ถ่ายรูป งานปั้น เหมาะสำหรับคนที่มีบุคลิกภาพดี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ค่าจ้างแล้วแต่ตกลงกับเจ้าของงาน 


18. พี่เลี้ยงในงานค่าย หรือนิทรรศการ อันนี้เป็นงานสนุก และได้ความรู้ เพราะได้เรียนรู้เรื่องที่จัดนิทรรศการ หรือความรู้จากค่าย บางครั้งเป็นค่ายวิชาการ ค่ายเตรียมสอบต่างๆ บางทีได้พบกับคนดังที่มาพูดคุย อภิปราย บรรยายในค่าย บางทีได้ไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด แต่ก็เหนื่อยมาก เพราะมีเริ่มงานตั้งแต่ตอนเช้า เสร็จตอนเที่ยงคืน หน้าที่มีตั้งแต่ยกของ จัดของ จัดอาหารเครื่องดื่ม สันทนาการ จัดคน ติดต่อ ประสานงาน จัดเรียงเอกสาร ต้องอาศัยปฏิภาณ ไหวพริบ มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สามารถจัดการเรื่องงานและเรื่องคนได้เป็นอย่างดี ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 800 บาทขึ้นไป 


19. Staff งานคอนเสิร์ต งานโชว์ต่างๆ อันนี้เป็นงานหนักและเหนื่อยหน่อย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นงานยกของ จัดของ ดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ พาคนเข้าชมงาน ติดต่อประสานงาน ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก เพราะต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย หลากหลายในสถานที่แออัด และเวลาอันจำกัด เร่งด่วน แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่สนุก เพราะได้เจอกับเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ เห็นสิ่งสวยงาม ได้ไปต่างจังหวัด บางครั้งได้เจอกับดารา นักร้อง คนดัง เพราะไปจัดงานให้กับบุคคลดังกล่าว ค่าจ้างคิดเป็นวัน วันละ 1,000-2,000 บาท 


20. ขายของทางอินเตอร์เน็ต มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำเว็บไซต์ของตัวเอง โดยสินค้าต้องมีจุดเด่น น่าสนใจ มีคุณภาพ จากนั้นต้องทำประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก มีการจัดโปรโมชั่น จึงจะสามารถขายสินค้าได้ดี หรืออาจขายใน Facebook ซึ่งเราใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน มีเพื่อนที่รู้จักเป็นจำนวนมาก โดยสามารถลงรูปสินค้า และรายละเอียด จากนั้นชักชวนให้คนมาดู หากสนใจซื้อสินค้า ก็จัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ และ Ebay.com ซึ่งเป็นเหมือนตลาดนัดของคนทั่วโลก โดยสามารถนำสินค้าที่ตนเองมีอยู่ และคิดว่าน่าสนใจลงประกาศขาย นอกจากนี้ยังสามารถทำเว็บไซต์เป็นนายหน้าขายสินค้าให้ผู้อื่น (Affiliate Program) เป็นรูปแบบการหาเงินผ่านอินเตอร์เน็ตที่ค่อนข้างนิยมกันมาก ก็คือเป็นนายหน้าขายสินค้า ไปสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ที่มีสินค้าเยอะๆ อย่าง Amazon แล้วเปิดเว็บไซต์ของตนเองขึ้นมา จากนั้นดึงสินค้าในเว็บไซต์ Amazon มาขาย ถ้าขายได้ มีคนซื้อผ่านเว็บไซต์ของเรา ก็จะได้ค่านายหน้า 


21. เขียน Blog หรือสร้าง Website ทำให้น่าสนใจ แปลก แตกต่าง มีสาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ จากนั้นประชาสัมพันธ์ให้คนเข้ามาเยี่ยมชม เมื่อเป็นที่รู้จัก ก็จะมีคนเข้ามาติดต่อขอลงโฆษณา หรือสมัคร Google Adsene ติดโฆษณาใน Blog หรือ Website เมื่อมีคนคลิก เจ้าของ Blog หรือ Website ก็จะได้รับค่าจ้าง 


22. งานเสิร์ฟ และล้างจาน งานนี้ถือว่าเป็นงานหนัก แต่ก็เป็นงานที่ง่ายๆ สามารถทำได้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือหลังเลิกงาน ค่าแรงคิดเป็นวัน ประมาณวันละ 300 บาท 


23. พนักงานต้อนรับโรงแรม ผู้สมัครต้องมีบุคลิกภาพที่ดี มีใจรักงานบริการ สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ เช่น อังกฤษ จีน เยอรมัน เกาหลี เป็นต้น โดยสามารถทำงานเป็นกะได้ หน้าที่ก็มีตั้งแต่การจัดหน้าเคาเตอร์ ตรวจเช็คห้องพักว่าพร้อมบริการแขกหรือไม่ รับโทรศัพท์ ต้อนรับลูกค้า พาลูกค้าไปที่ห้องพัก ดูแลช่วยเหลือลูกค้า ตอบคำถาม แนะนำสถานที่ต่างๆ ในโรงแรม ค่าจ้างนั้นแตกต่างกันไป แล้วแต่ตกลงกับเจ้าของโรงแรม 


24. พนักงานร้านขายของที่ตลาดนัดจตุจักร งานนี้เป็นงานที่สนุก เราไม่จำเป็นต้องหาลูกค้าเอง เพราะที่ตลาดนัดจตุจักรมีลูกค้าเข้ามาอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องมีความสามารถในการขาย พูดเจรจาให้ลูกค้าซื้อสินค้า โดยปัจจุบันเจ้าของร้านในตลาดนัดจตุจักรจะมีร้านของตัวเองมากกว่า 2 ร้าน จึงต้องการคนช่วยขายสินค้า และดูแลลูกค้า หรือบางคนมีร้านเดียว ลูกค้าเยอะ ดูแลไม่ไหวจึงต้องการคนช่วย การทำงานนั้นไม่ยากมาก เริ่มจากเปิดร้าน จัดเรียงสินค้า ทำความสะอาด เรียกลูกค้าเข้าร้าน แนะนำสินค้า และขายสินค้า โดยจดราคาสินค้า จำนวนชิ้นที่ขายได้ลงในสมุุด ค่าจ้างนั้นจะได้จากการขายสินค้า 10 เปอร์เซนต์จากยอดขายที่ตนเองทำได้ วันหนึ่งสามารถขายได้ 3,000-5,000 บาทขึ้นไป เราก็จะได้ค่าแรงประมาณ 300-500 บาท บางเจ้าคิดค่าแรงเป็นชิ้นที่ขายได้ เช่น 10-20 บาทต่อชิ้น การสมัครงานสามารถสมัครจากเว็บไซต์ หรือป้ายประกาศที่ติดตามตลาดนัดจตุจักร เป็นต้น 
อ่านจบแล้ว หวังว่าทุกคนคงพอจะมีแนวทางในการทำงานพิเศษ หรือมีแนวคิดดีๆ ในการหารายได้เสริมให้กับตนเอง ขอให้ทุุกคนโชคดี มีความสุขกับการทำงาน และเก็บเงิน


วางแผนเก็บเงินไปต่างประเทศ

ก่อนที่จะไปต่างประเทศนั้น ไม่ว่าไปเรียน เที่ยว หรือทำงาน เราต้องมีเงินเพื่อใช้ในการดำเนินการ อย่างน้อย 50,000-100,000 บาท การจะเก็บเงินนั้น ไม่ใช่แค่เหลือจากเงินเดือน แล้วหยอดกระปุก เราต้องมีการวางแผน ทำอย่างเป็นขั้นตอน การเก็บเงินถึงจะสำเร็จ มีเงินเก็บ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนนี้ 


1. ตั้งเป้าหมาย ก่อนอื่นต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่าเราเก็บเงินเพื่ออะไร จะได้มีแรงบันดาลใจในการเก็บเงิน ไม่ใช่เก็บเงินเหลือจากเงินเดือน เพราะถ้าเราคิดจะเก็บเงินแบบนั้นแล้ว อาจเก็บได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางเดือนได้มาก บางเดือนไม่เหลือเลย เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะต้องเหลือเก็บกี่บาท จากนั้นเราก็ตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บเท่าไหร่ในระยะเวลากี่เดือน กี่ปี ไม่ใช่เก็บไปเรื่อยๆ ไม่รู้ระยะเวลา เพราะอย่างนั้นแล้วเราจะไม่อยากเก็บ เราต้องทำแผนไว้ เช่น จะเก็บเงินไว้เที่ยวยุโรปเราต้องหาข้อมูลก่อนว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการท่องเที่ยว เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าโรงแรม ค่าชมสถานที่ต่างๆ ค่ารถโดยสาร เป็นต้น 


2. คำนวณรายรับ รายจ่าย เมื่อตั้งเป้าหมายได้แล้ว สมมุติว่าเก็บเงินเที่ยวยุโรป 1 อาทิตย์ ต้องใช้เงินประมาณ 65,000 บาท ตั้งใจไว้ว่าจะเก็บเงินให้ได้ภายในหนึ่งปี ดังนั้นในแต่ละเดือนเราจะต้องมีเงินเก็บประมาณ 5,500 บาท จากนั้นนำกระดาษออกมาเขียนคำนวณรายรับ รายจ่ายก่อนว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ และมีรายจ่ายเท่าไหร่ มีเงินเหลือพอที่จะเก็บได้หรือไม่ หากมีเหลือเก็บสามารถเก็บเงินได้ภายในหนึ่งปีจริงหรือไม่ หากไม่ได้ก็ต้องมาหักรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หรือหารายได้เสริม


ตัวอย่าง
- รายรับ ได้มาจากเงินเดือน 15,000 บาท
- รายจ่าย มีดังนี้
  • ค่าเช่าบ้าน รวมค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ต 3,500 ต่อเดือน
  • ค่าเดินทางไปทำงาน ไปกลับโดยรถไฟฟ้า วันละ 50 บาท ไปทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ 20 วันต่อเดือน (20X50= 1,000 บาทต่อเดือน)
  • ค่าอาหาร 3 มื้อ วันละ 200 บาท (200X30= 6,000 บาทต่อเดือน)
  • ค่าของใช้ส่วนตัว เช่น เครื่องสำอาง สบู่ แชมพู ยาสีฟัน ผงซักฟอก 1,000 บาทต่อเดือน
  • ค่าเสื้อผ้า รองเท้า 500 บาทต่อเดือน
  • ค่าสมาชิกฟิตเนส 100 บาทต่อเดือน
  • ค่าโทรศัพท์ 300 ต่อเดือน
  • รวม 12, 400 บาท
ในหนึ่งเดือนเรามีรายได้ 15,000 บาท รายจ่าย 12, 400 บาท ดังนั้นเราจะมีเงินเหลือประมาณ 2,600 บาท ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เราต้องเก็บให้ได้  5,500 บาท ซึ่งหากใช้จ่ายเหมือนเดิม เราก็ไม่สามารถเก็บเงินได้ตามเป้าหมาย จึงต้องไปลองคิดทบทวนว่าสามารถหักรายจ่ายส่วนไหนได้บ้าง เช่น 
  • ค่าเดินทาง อาจเปลี่ยนจากการเดินทางโดยรถไฟฟ้า มาเป็นการนั่งรถเมล์ธรรมดาราคาแค่ 10-20 บาท ทำให้ประหยัดเงินไปได้วันละ 30 บาท ในหนึ่งเดือนทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 600 บาท 
  • ส่วนค่าอาหารอาจลดเหลือ 120 บาท สามมื้อ มื้อละ 40 บาท  ในหนึ่งเดือนทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น 2,400 บาท  เลือกกินของที่มีประโยชน์ หลากหลาย ราคาถูก สะอาด มีคุณภาพ เช่น ตอนเช้ากินนมและขนมปัง ตอนกลางวันข้าวผัด น้ำ และไอศรีม ส่วนตอนเย็นกินผัดไท และผลไม้ อย่าเลือกแค่ให้ถูก หรือกินน้อยลง เพราะอยากมีเงินเก็บ ถ้าทำอย่างนั้นสุขภาพจะแย่ เราจะรู้สึกไม่สบาย ไม่มีพลังในการทำงาน ชีวิตไม่มีความสุข และเกลียดการเก็บเงินไปเลย เราต้องเก็บเงินไปด้วย และมีความสุขกับชีวิตไปด้วย 
  • ค่าเสื้อผ้า รองเท้า ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกเดือน สามารถใช้ของเก่า เลือกตัวโน่นมาใส่กับตัวนี่ สลับสับเปลี่ยนกันไป ก็จะช่วยให้ประหยัดเงินไปได้ 500 บาท  คิดจะเก็บเงินนั้น เราต้องหยุดเที่ยว หยุดซื้อของแบบว่าเห็นว่าสวยแล้วซื้อ ซื้อเมื่อจำเป็นต้องซื้อ 
จากการคิดทบทวนหักรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้มีเงินเพิ่มขึ้น (600+2,400+500= 3,500 บาท) จากนั้นบวกกับเงินที่เหลือ (3,500+2,600= 6,100 บาท) ในหนึ่งเดือนเราสามารถมีเงินเก็บ  6,100 บาท ดังนั้นในหนึ่งปีเราจะมีเงินเก็บ (6,100X12= 73,200 บาท) เราสามารถมีเงินไปเที่ยวยุโรป ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และมีเงินเก็บเหลืออีก (73,200-65,000= 8,200 บาท) เก็บไว้ในธนาคารใช้ยามฉุกเฉิน

3. จัดสรรปันส่วน การใช้เงิน จากข้างต้นเป็นแค่แผนที่ตั้งไว้ การจะเหลือเงินเก็บจริงๆ นั้น เราต้องเคร่งครัดเรื่องการใช้จ่าย และเก็บเงิน โดยต้องมีการจัดสรรการใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ 

  • เริ่มจากได้เงินเดือนมา 15,000 บาท เบิกมาแค่ที่เราจะใช้ คือ (15,000-6,100= 8,900 บาท)
  • จากนั้นนำ  8,900 บาท มาแยกเป็นสัดส่วนตามรายจ่ายข้างต้นเก็บแยกในซองจดหมาย จะได้ทั้งหมด 6 ซอง ได้แก่ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าของใช้ส่วนตัว ค่าสมาชิกฟิตเนส ค่าโทรศัพท์ 
  • ห้ามนำเงินมาปะปนกัน ใช้จ่ายเป็นส่วนๆ เมื่อแบ่งเสร็จแล้ว นำเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าสมาชิกฟิตเนส และค่าโทรศัพท์ 
  • ค่าเดินทางและค่าอาหาร นำมาใส่กระเป๋าเงิน เป็นวันๆ ก็จะได้ค่าอาหารวันละ 120 บาท ค่ารถวันละ 20 บาท ห้ามนำมาใส่ทั้งหมด เพราะเราจะเผลอใช้จนหมด 
  • ค่าของใช่ส่วนตัว นำมาใส่กระเป๋าเมื่อจะไปซื้อของ เช่นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ก่อนไปซื้อของ ต้องมานั่งจดว่าจะซื้ออะไรบ้าง ห้ามไปเดินดูแล้วเลือกซื้อ เพราะเราจะใช้เงินเกินที่กำหนด
  • หากมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้เงิน สามารถกดเงินที่เก็บไว้ได้ เพราะจากข้างต้นเรามีเงินเก็บฉุกเฉิน  8,200 บาทต่อปี 

4. ลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัตินั้น เราต้องใช้จ่ายตามที่ได้จัดสรรไว้อย่างเคร่งครัด เลิกนิสัยการใช้จ่ายเดิมๆ เห็นแล้วซื้อ เลิกเที่ยวเล่น ใช้จ่ายแค่ที่จำเป็น ช่วงแรกอาจจะยากหน่อย แต่พอเริ่มทำได้ในหนึ่งเดือน เราเห็นเงินเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีกำลังใจดีๆ ในการเก็บเงิน บางครั้งอาจเหนื่อย ให้คิดที่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ ว่าจะเก็บเงินทำไม ก็ทำให้มีกำลังใจเก็บเงินต่อไป 


5. ประเมินผล ทุกๆ เดือนต้องมาประเมินผลว่าทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หากทำไม่ได้เป็นเพราะอะไร ต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่หรือไม่ เช่น อยากกินอาหารเพิ่ม อยากซื้อหนังสือมาอ่าน อยากดูหนังกับเพื่อน เป็นต้น ก็ลองถามตัวเองว่าจะหักรายจ่ายส่วนไหน หรือต้องหางานเพิ่ม เพื่อนำมาใช้จ่ายในส่วนที่เพิ่มขึ้น 


6. หางานเสริม ช่วยเพิ่มเงินเก็บ การทำงานเพิ่ม หรือหารายได้เสริมนั้นเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เก็บเงินได้มากขึ้น เร็วขึ้น แต่เราก็ต้องยอมเหนื่อย บางคร้ั้งอาจไม่มีวันหยุด แต่เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้น โดยเราอาจเริ่มจากการมองหางานที่ชอบ ที่ถนัด และคิดว่าทำแล้วสนุก เช่น งานเขียน งานแปล สอนพิเศษ แจกแบบสอบถาม แจกใบปลิว ขายของทางอินเตอร์เน็ต พิธีกรตามงานต่างๆ จัดดอกไม้ ขายกาแฟ ขายไอติม เฝ้าร้านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น เมื่อรู้ว่าชอบงานไหนแล้ว ก็ลองหาในเว็บไซต์หางาน และหาเวลาว่างลองทำดู ทำด้วยความสนุกสนาน ไม่บังคับตัวเองว่าต้องทำ เราก็จะได้ทั้งเงินเก็บ ประสบการณ์ทำงาน พบเพื่อนใหม่ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ถือว่าเป็นกำไรที่ดีของชีวิต อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหางานเสริมได้ ที่นี่


สุดท้ายนี้อยากฝากทุกคนไว้ว่า การเก็บเงินนั้นไม่ใช่แค่เก็บเงิน แต่เป็นการรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม รู้ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ สามารถใช้จ่ายได้เท่าไหร่ต่อเดือน และต้องเหลือเท่าไหร่ เราต้องทำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด แต่อย่างเคร่งเครียด เอาเป็นเอาตาย

ทั้งนี้แต่ละคนก็มีวิธีต่างกันไปในการเก็บเงิน ลองถามหลายๆ คน แล้วเอามาปรับใช้กับตัวเอง ไม่เคร่งเกินไปจนเรารู้สึกแย่ ไม่หย่อนเกินไปจนเก็บเงินไม่ได้ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เดี๋ยวก็เก็บได้เอง เริ่มจากเก็บน้อยๆ ไปก่อน อย่าตั้งเป้าหมายสูง เมื่อเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินได้ ก็จะเก็บได้มากเอง ขอให้สนุกกับมัน และให้คิดเสมอว่าเราได้ทำสิ่งดีๆ ในชีวิต ทำให้ชีวิตดีขึ้น



ขอให้ทุกคนมีความสุข สนุกสนานในการเก็บเงิน


สิ่งของที่ต้องมีติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ

บทความที่แล้ว เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ ได้พูดถึงสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ บทความนี้จะพูดถึงสิ่งของที่ต้องเตรียมเพื่อพกติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ 

1. หนังสือเดินทาง (Passport) ก่อนเดินทางควรตรวจดูว่าพาสปอร์ตหมดอายุหรือยัง ถ้าใกล้หมดอายุควรรีบต่อพาสปอร์ต ตรวจดูความถูกต้องของชื่อ และความเรียบร้อยของพาสปอร์ต ว่ามีรอยยับ รอยขีดข่วนหรือไม่ หากมีข้อผิดพลาดควรรีบแก้ไข และหากเดินทางไปประเทศที่ต้องขอวีซ่า ควรรีบดำเนินการแต่เนิ่นๆ เมื่อได้รับวีซ่าแล้ว ควรตรวจความถูกต้องของชื่อให้ตรงกับพาสปอร์ต และถ่ายสำเนาเอกสารเก็บไว้หนึ่งชุด ในกรณีที่พาสปอร์ตสูญหายในต่างประเทศ สามารถนำสำเนาเอกสารไปยื่นที่สถานีตำตรวจ และนำใบแจ้งความมาติดต่อที่สถานทูตเพื่อออกเอกสารเดินทางแทน 

2. เอกสารส่วนบุคคล ก่อนเดินทางควรควรเตรียมเอกสารซึ่งแสดงหลักฐานเกี่ยวกับตัวท่าน เช่น ใบอนุญาตขับขี่ที่ไม่หมดอายุ บัตรประชาชน บัตรประจำตัวพนักงาน บัตรนักศึกษา และนามบัตรที่ระบุที่อยู่ปัจจุบัน 

3. ตั๋วเครื่องบิน ซึ่งระบุวันไปกลับแน่นอน ต้องเตรียมไว้เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทราบว่าท่ามีเจตนาเดินทางกลับประเทศเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ 

4. ตารางการท่องเที่ยว เดินทาง ก่อนออกเดินทางควรทำตารางการเดินทาง การท่องเที่ยวแบบคร่าวๆ ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อเตรียมเสื้อผ้า จัดกระเป๋า การจองโรงแรม ที่พัก หรือเช่ารถ และทำให้ตัวท่านเองรู้ว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ต้องเดินทางไปที่ไหน จะไปอย่างไร และต้องติดต่อกับใครบ้าง 

5. หนังสือเชิญ ในกรณีที่มีหนังสือเชิญจากบริษัทต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัย ญาติ หรือเพื่อน ควรนำติดตัวไปด้วย ในบางประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอาจขอดูเอกสารดังกล่าว 

6. เอกสารเกี่ยวกับที่พัก โรงแรม ที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัทพ์โรงแรมและการจองห้องพัก ซึ่งจะทำให้ทั้งตัวท่านเองและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทราบว่า ท่านกำลังจะไปไหน เมื่อทราบข้อมูลเป็นที่แน่ชัดแล้ว ย่อมเป็นการง่ายต่อการเดินทางของท่านให้ถึงที่หมายรวดเร็วขึ้น 

7. รูปถ่ายขนาดมาตราฐาน ควรพกติดตัวไว้สัก 1-2 รูป เผื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ 

8. หนังสือแนะนำตัว ในกรณีที่บริษัทส่งไปดูงาน ติดต่อธุรกิจ ควรมีหนังสือแนะนำตัวซึ่งออกโดยบริษัท ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่บริษัทในต่างประเทศทราบว่าท่านเป็นใคร มาจากไหน และอำนวยความสะดวกในการติดต่อ ทำธุระให้ท่าน ซึ่งจะช่วยให้ท่านทำงานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น 

9. แผนที่ หนังสือนำเที่ยว คู่มือเดินทาง ก่อนเดินทางควรซื้อหนังสือ นำเที่ยว คู่มือเดินทาง และแผนที่ ศึกษาให้ละเอียด ในแผนที่ควรทำเครื่องหมายในสถานที่สำคัญ เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาล โรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปเยือน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการสังเกต และควรพกติดตัวไปตอนเดินทาง ซึ่งจะช่วยให้ท่านไม่หลงทาง เดินทางด้วยตนเองได้ 

10. ดิกชันนารี ควรมีทั้งดิกชันนารีภาษาอังกฤษ และดิกชันนารีภาษาของประเทศที่ไปเยือน ทั้งนี้เพื่อใช้หาคำศัพท์ที่ต้องการ ติดต่อสื่อสารกับคนในประเทศนั้นได้ หรือหากยังพูดไม่คล่องมาก ควรซื้อหนังสือบทสนทนาภาษาต่างประเทศพกติดตัวไปด้วย 

11. กล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ ควรเช็คตรวจดูว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ หากมีข้อบกพร่องควรรีบแก้ไข และเตรียมถ่าน ที่ชาร์ทไปให้พร้อม ทั้งนี้เพื่อใช้บันทึกภาพสวยๆ ความทรงจำดีๆ ในการเดินทาง

12. สมุดบันทึก พร้อมเครื่องเขียน ควรจดที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์สถานที่สำคัญใว้ในสมุด เช่น สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลในประเทศที่ไปเยือน สถานนีตำรวจ โรงพยาบาล ที่พัก โรงแรม บ้านเพื่อน หรือญาติที่จะไปเยี่ยมในประเทศนั้น เป็นต้น นอกจากนี้สามารถใช้สมุดดังกล่าว จดบันทึกความรู้สึก ความทรงจำดีๆ ในขณะเดินทาง ไว้อ่านหลังจากกลับมาจากเดินทาง เป็นการทบทวนความทรงจำดีๆ อีกครั้ง ที่สำคัญยังสามารถนำเรื่องราวที่จดบันทึกมาเขียนเป็นหนังสือ ตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่าน ได้ร่วมแชร์ความรู้สึก ประสบการณ์ดีๆ 

13. บัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ ควรพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อใช้ติดต่อกับคนทางบ้าน หรืออาจเปิดใช้ Roaming บริการโทรข้ามแดนจากมือถือ แต่แพงมาก แนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น 

14. เงินและบัตรเครดิต ไม่ควรพกเงินติดตัวไปมากนัก ควรศึกษาสกุลเงินของประเทศที่จะไปเยือน และแลกเงินให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง หากเดินทางไปในประเทศที่ใช้สกุลที่ไม่สามารถแลกได้ในไทย เช่น ประเทศโรมาเนีย ใช้ Leu ให้แลกเป็น USD หรือ EURO จากนั้นเมื่อเข้าประเทศโรมาเนีย ค่อยนำเงินนั้นมาแลกเป็นเงินของโรมาเนีย เป็นต้น ควรพกในรูปแบบตั๋วแลกเงิน (Traveller Cheque ) หรือบัตรเครดิตวีซ่าและมาสเตอร์ เป็น 2 ยี่ห้อหลักที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก หรือบัตรเดบิต ซึ่งสามารถใช้เบิกเงินในต่างประเทศได้ แต่จะเสียค่าธรรมเนียม 150 บาทต่อครั้ง หรือขึ้นอยู่กับทางธนาคาร ควรสอบถามธนาคารให้แน่ใจเรื่องการเบิกจ่าย และการเสียค่าธรรมเนียม 

15. เอกสารเกี่ยวกับประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันการเดินทาง ก่อนเดินทางแนะนำให้ทำประกันการเดินทาง และพกเอกสารสัญญาการทำประกัน เอกสารการติดต่อบริษัทไปด้วย เพื่อใช้ติดต่อบริษัทเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

สาระน่ารู้ก่อนไปต่างประเทศ

ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวน่ารู้ เคล็ดลับ ข้อคิด ข้อเตือนใจ และการวางแผนเก็บเงิน การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเดินทาง (อยากรู้เรื่องไหน คลิกที่หัวข้อได้เลย)


1. เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ
2. สิ่งของที่ต้องมีติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ


วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ

15 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปเมืองนอก 

การเดินทางไปต่างประเทศนั้น ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยว ทำงาน อบรม สัมนา แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เรียนภาษา หรือเรียนต่อ แน่นนอนว่าเราต้องได้เจอสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นสิ่งสวยงาม แปลกๆ ใหม่ ได้เปิดหู เปิดตา เปิดโลกทัศน์ เห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเพื่อนใหม่ ได้ท่องเที่ยว สนุกสนาน ฝึกใช้ชีวิตในต่างแดน ช่วยเหลือ แก้ไขปัญา ดูแลตัวเอง และได้เพิ่มพูนทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ 

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่สิ่งดีอย่างเดียว การไปต่างประเทศเราอยู่ไกลบ้าน บางครั้งอาจรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา คิดถึงบ้าน อาจผิดหวัง เมื่อมาถึงแล้ว ภาพความสวยงามของประเทศที่เราได้วาดฝัน กับความจริงที่ปรากฏช่างแตกต่างกัน รวมไปถึงความแตกต่างด้านภาาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก่อน ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศกลายเป็นฝันร้าย ไม่สวยงาม สนุกสนานเหมือนที่ตั้งใจไว้ 

สิ่งที่สำคัญก่อนการเดินทางไปต่างประเทศก็คือ "การเตรียมพร้อม" ทั้งการเตรียมตัว เตรียมตัวใจ ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจก่อนการเดินทาง ป้องกันภัยที่อาจเกิดกับตัว หรือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันเวลา และช่วยให้การท่องเที่ยว ทำงาน และใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น เรื่องเที่เราต้องเตรียมตัว เตรียมใจนั้น ก็ได้แก่

1. ความห่างไกลบ้าน ก่อนไปต่างประเทศนั้น เราต้องทำใจไว้เลยว่า เราต้องห่างไกลบ้าน ทุกอย่างในต่างประเทศอาจไม่สะดวกสบายเหมือนบ้าน เจอผู้คนที่แตกต่าง แปลกๆ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ถนนหนทาง การเดินทาง การใช้ชีวิตต้องต่างออกไป เราต้องรับให้ได้ และพร้อมที่จะปรับตัว เราต้องเตรียมพร้อมเรื่องการติดต่อกับคนที่บ้าน จดที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ในต่างแดนให้คนที่บ้านใช้ติดต่อได้ และควรซื้อบัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น Facetime, Facebook, Line, Skype, E-mail, Twitter เพื่อติดต่อกับคนทางบ้านยามคิดถึง ยามมีปัญหา หรือยามฉุกเฉิน 

2. ภาษา การไปต่างประเทศ ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราต้องใช้สื่อสารอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และภาษาของประเทศนั้นๆ ควรสำรวจตัวเองว่ามีความพร้อมด้านภาษามากน้อยแค่ไหน สามารถสื่อสาร ช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ หากภาษายังไม่ดีพอ ควรเรียนเพิ่มเติม ฝึกใช้ให้คล่อง และมีดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา หากเดินทางไปในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ควรฝึกใช้ภาษาของประเทศนั้นด้วย และซื้อคู่มือการสนทนาติดตัวในขณะเดินทาง หากพูดไม่ได้ ก็สามารถเปิดอ่าน หรือเขียนได้ 


3. ข้อมูลประเทศ
ข้อมูลนั้นสำคัญมาก การรู้ข้อมูลทำให้เรามั่นใจในการเดินทาง ไม่ถูกหลอกได้ง่าย หากเกิดปัญหาก็แก้ไขได้ทัน ก่อนเดินทางไปต่างประเทศนั้น ควรศึกษาข้อมูลประเทศนั้นอย่างละเอียด  ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ เชื้อชาติ ศาสนา จุดเด่น ความน่าสนใจ วิถีชีวิต ทีอยู่ที่พัก อาหาร สภาพอากาศ เวลา สกุลเงิน การแลกเงิน ระบบไฟฟ้า สถานที่สำคัญ  สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่อันตราย เบอร์โทรติดต่อสถานที่สำคัญ เช่น สถานีตำรวจ สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ โดยสามารถอ่านในเว็บไซต์การท่องเที่ยว หรือหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับประเทศนั้นมาอ่าน ซึ่งสามารถใช้เป็นไกด์ในการเดินทางได้อีกด้วย 


4. ข้อมูลด้านวัฒนธรรม ต่างประเทศแน่นอนว่าต้องแตกต่างด้านวัฒนธรรม เราควรเรียนรู้วัฒธรรมของประเทศที่จะไปเยือน และให้ความเคารพ นอกจากนี้ควรศึกษาข้อห้าม สิ่งที่ห้ามทำในประเทศ และมารยาทที่ควรปฏิบัติ เช่น ในประเทศกรีกการแสดงอากัปกิริยาโดยทำแผ่ฝ่ามือแบบนี้ต่อหน้าชาวกรีกนั้น ถือว่าเป็นการดูถูก หรือในประเทศจีน ถ้าคุณกินหมดจนคำสุดท้าย แปลว่าเขาให้อาหารคุณไม่พอกิน ไม่ว่าอาหารนั้นจะอร่อยแค่ไหน คุณก็ต้องกินเหลือไว้อย่างน้อยคำหนึ่งเสมอ และถ้าคุณกินไปคุยไป (คุยในขณะที่อาหารเต็มปาก) และถึงกับเรอเมื่ออิ่มนั้นเป็นมารยาทดีสุด ๆ 

5. ข้อมูลด้านกฏหมาย ควรศึกษากฏหมายของแต่ละประเทศ รวมไปถึงกฏหมายศุลกากร สิ่งที่ของที่ห้ามนำเข้าประเทศ และจำนวนเงินที่นำเข้าประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย การนำอาวุธปืน กระสุน วัตถุระเบิด หรือยาเสพติดร้ายแรงเข้าประเทศจะมีโทษถึงประหารชีวิต สำหรับประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายห้ามนำยาคุมกำเนิดเข้าประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น หากทำผิดกฏหมายแล้วก็อาจทำให้คุณไม่ได้เข้าประเทศนั้นอีกเลย หรืออาจติดคุก เสียค่าปรับ เสียทั้งความรู้สึก เสียเงิน และเสียเวลา ดังนั้นควรศึกษาด้านกฏหมายอย่างละเอียด รอบคอบ และปฏิบัติตามกฏหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด 

6. ข้อมูลด้านการเดินทาง ต้องอ่านให้ละเอียดว่าประเทศที่จะไปนั้น สามารถเดินทางได้ทางไหนบ้าง ทางไหนสะดวกสุด สายการบินที่เข้าประเทศมีสายการบินอะไรบ้าง พร้อมตรวจสอบราคา เวลา และคุณภาพ การให้บริการ นอกจากนี้ควรศึกษาการเดินทางภายในประเทศว่าสามารถเดินทางได้อย่างไร เช่น รถไฟ รถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ ทางไหนสะดวกสุด ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และเราจะสามารถเดินไปที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ที่ทำงาน ที่เรียน ได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อความสะดวกควรซื้อแผนที่การเดินทางของประเทศนั้นพกติดตัวไปด้วย

7. ข้อมูลสถานทูตไทยในต่างประเทศ ควรจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน หากไปอยู่เป็นระยะเวลานานควรแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ ให้สถานทูตหรือ สถานกงสุลไทยประจำประเทศที่ไปอยู่ทราบ รวมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ทุกครั้ง เพื่อทางสถานทูต สถานกงสุลสามารถติดต่อท่านได้ในยามฉุกเฉิน


8. หนังสือเดินทาง (Passport) และวีซ่า (Visa)
ควรตรวจสอบอายุหนังสือเดินทาง ควรให้มีอายุ 6 เดือนก่อนเดินทาง และควรอ่านข้อปฏิบัติวีซ่าของแต่ละประเทศให้เข้าใจก่อนเดินทาง และไม่อยู่เกินวีซ่า หรือใช้วีซ่าผิดประเภท ที่สำคัญควรถ่ายสำเนาเอกสารหนังสือเดินทางและวีซ่าเก็บไว้อย่างน้อย 1-2 ชุด 
ในกรณีที่หนังสือเดินทางหายให้แจ้งความต่อตำรวจท้องถิ่นและนำใบแจ้งความมา ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานทูต หรือสถานกงสุลไทยที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อขอออกเอกสาร การเดินทางแทน หากมีบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงก็จะช่วยให้ออกเอกสารการเดินทางได้เร็วขึ้น

9. ยารักษาโรค หากใครที่มีโรคประจำตัว ควรพกยาติดตัวไว้ พร้อมใบกำกับรับรองจากแพทย์ นอกจากนี้ควรเขียนวิธีใช้อย่างละเอียดไว้ด้วย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องการให้คนช่วยเหลือ คนอื่นสามารถอ่านข้อปฏิบัติและให้ยาได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ควรเตรียมยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาแก้ปวด ยาลดน้ำมูก ยาแก้ท้องเสีย ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ไว้ใช้ยามเจ็บปวดเล็กน้อย  

10. เสื้อผ้า ควรตรวจสอบดูสภาพภูมิอากาศของประเทศที่จะเดินทางไป เพื่อเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้นๆ เช่น ไปเมืองร้อน ควรเตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย อากาศถ่ายเทได้ดี หากไปเมืองหนาว ควรหาซื้อหมวก ผ้าพันคอ รองเท้าบูต เสื้อกันหนาว ลองจอนกันหนาว ถุงน่อง ถุงเท้า เป็นต้น และควรวางแผนกิจกรรมที่จะทำในขณะท่องเที่ยว เพื่อเลือกเสื้อผ้าอย่างเหมาะสม หากเดินทางไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ควรมีชุดประจำชาติพร้อมเครื่องประดับ และแต่งกายให้สุภาพ เหมาะสมกับกาละ เทศะ นอกจากนี้ควรศึกษาข้อห้ามในการแต่งกายของแต่ละประเทศด้วย เช่น การเดินทางไปในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้หญิงต้องแต่งกายให้มิดชิด สุภาพ ไม่โชว์เนื้อหนัง เป็นต้น 

11. กระเป๋าเดินทาง ควรตรวจสอบกับสายการบินว่าสามารถนำกระเป๋าขึ้นเครื่องได้กี่ใบ ลงใต้เครื่องได้กี่ใบ น้ำหนักเท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อสามารถจัดกระเป๋าเดินทางได้ถูกต้อง น้ำหนักไม่เกิน ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถนำกระเป๋าขึ้นเครื่องได้หนึ่งใบ โดยไม่พกของเหลว วัตถุอันตราย และของมีคมขึ้นเครื่อง ในกระเป๋านี้ควรพกพวกเอกสารการเดินทาง เอกสารประจำตัว หนังสือเดินทางต่างๆ ส่วนใต้ท้องเครื่องนั้น สามารถฝากกระเป๋าได้สองใบ แนะนำว่าไม่ควรเป็นกระเป๋าแบบไฟเบอร์ เพราะแตกหักง่าย ควรเลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะกับตนเอง และสถานที่ หากไปในที่ทุรกันดาร ภูเขา ป่า ควรพกกระเป๋าเดินทางแบบสะพาย แต่ถ้าหากไปในที่สะดวกๆ ไม่ต้องปืนป่าย และไม่มีบันไดมาก สามารถพกกระเป๋าที่มีล้อเลื่อนได้ นอกจากนี้การจัดกระเป๋าเดินทางนั้น ควรวางของใช้ที่จำเป็นไว้ข้างบนสุด เพื่อง่ายในการใช้ ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลา 


12. ตั๋วเครื่องบิน ควรเลือกซื้อกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจได้ และควรเลือกที่นั่งเที่ยวบินให้เหมาะกับตนเอง หากเป็นคนที่ชอบนอน ไม่ชอบลุกไปนั่งควรนั่งติดหน้าต่าง หรือบางคนชอบลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ก็ควรนั่งติดทางเดิน เป็นต้น (สามารถอ่านวิธีการเลือกซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกได้ ทีนี่)

13. การเงิน แน่นอนว่าไปต่างประเทศนั้นควรเตรียมพร้อมด้านการเงิน ควรหาข้อมูลค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ ค่าโรงแรม ที่พัก อาหารการกิน เพื่อคำนวณเงินที่เราต้องใช้ หากไม่พอควรวางแผนเก็บเงิน หรือทำงานเสริมเพื่อให้มีเงินเพียงพอใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ และมีเก็บไว้ในธนาคารยามฉุกเฉิน ไม่ควรพกเงินสดติดตัวไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ควรทำบัตรเดบิต บัตรเดรดิต เพื่อเบิกเงินสดใช้ในต่างประเทศ หรือทำเป็นตั๋วแลกเงิน (Traveller Cheque)  เพราะปลอดภัยมากกว่าการพกเงินสด ถ้าหากไปอยู่ต่างประเทศนานๆ แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารที่ต่างประเทศ และหากต้องการส่งเงินกลับบ้าน หรือให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ที่ต่างประเทศ สามารถใช้บริการ Western Union และ Money Gram หรือ Paypal

14. ประกันภัย การเดินทางควรทำประกันภัยทั้งเรื่องกระเป๋าเดินทาง  สุขภาพ และประกันชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปอยู่ต่างประเทศนานๆ เช่น ไปทำงาน หรือไปเรียน ทั้งนี้เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในต่างแดนนั้นสูงมาก การทำประกันก่อนการเดินทางจะช่วยป้องกันการเสียค่าใช้จ่ายในคราวมีอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ ที่สำคัญการตรวจสุขภาพและทำฟัน หรือการฉัดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนการเดินทางไปเมืองนอก 

15. สติ และกำลังใจ สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย คือ การเตรียมใจให้พร้อมกับทุกสิ่งที่เจอ ไม่ว่าเรื่องดีและร้าย และมีสติอยู่เสมอ การเดินทางในต่างแดนนั้น อันตรายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราต้องไม่ประมาท คอยดูแลตัวเองและทรัพย์สิน ของมีค่าอยู่ตลอดเวลา หากเดินทางคนเดียว โดยเฉพาะผู้หญิง พยายามอย่าพกของมีค่าที่จะเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพ และอย่าถือของพะรุงพะรัง ให้แยกของเป็นสัดส่วน และพกในกระเป๋าใบเดียว ที่สามารถดูแลได้ง่าย ในที่พักหรือโรงแรม พยายามอย่าวางของมีค่าเรี่ยราด ให้เก็บมิดชิดติดตัวไว้ตลอดเวลา  เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้มีสติ ค่อยๆ คิด และพยายามขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดก่อน หรือหากไม่มีญาติ หรือคนรู้จัก ควรติดต่อตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่สถานทูตในประเทศนั้นๆ 


สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุก มีความสุขกับการเดินทางนะคะ

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เคล็ดลับซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกไปต่างประเทศ


บทความนี้นำเสนอเกร็ดความรู็เล็กๆ น้อยๆ ในการหาตั๋วซื้อเครื่องบินราคาถูก และเคล็ดลับในการประหยัดค่าใช้จ่ายการในการซื้อตั๋วเครื่องบินเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ 

ก่อนที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินนั้น ควรตรวจสอบก่อนว่าประเทศที่จะไปเยือนสามารถใช้บริการสายการบินใดบ้าง และจอดเครื่องที่สนามบินใด จากนั้นเข้าไปอ่านตามเว็บบอร์ด กระทู้ต่างๆ เช็คเรื่องการบริการของแต่ละสายการบิน ความปลอดภัย และคุณภาพของการบิน รวมถึงการหยุดพัก จอดเครื่องบิน บางสายการบินจะมีเที่ยวบินตรง ไม่ต้องจอดหลายประเทศ ทำให้ไม่เสียเวลาในการเดินทาง แต่จะมีค่าโดยสารที่แพงกว่าสายการบินที่จอดหลายจุด นอกจากนี้ควรตรวจสอบเรื่องน้ำหนักกระเป๋าที่สามารถโดยสาร ซึ่งแต่ละสายการบินจะกำหนดแตกต่างกันไป บางสายการบินเสนอตั๋วเครื่องบินราคาถูกก็จริง แต่อาจไม่รวมค่ากระเป๋า หรือให้น้ำหนักกระเป๋าน้อยกว่าสายการบินอื่น 

จากนั้นก็ถึงเวลาจองตั๋วเครื่องบิน เราต้องมีวัน เวลาที่จะเดินทางแน่นอนก่อน และควรจองไว้แต่เนิ่นๆ เช่น จะเดินทางปลายปี ประมาณช่วงกลางปีจะต้องดำเนินการเรื่องการจองตั๋วเครืองบินไว้เลย ที่สำคัญควรจองตั๋วเครื่องบินแบบไปกลับ จะได้ราคาดีกว่าจองแบบเที่ยวเดียว 

วันที่เดินทางไม่ควรเป็นช่วงเทศกาล เพราะคนเดินทางเยอะ ทำให้ตั๋วเครื่องบินราคาแพง และหากหลีกเลี่ยงได้ไม่ควรเดินทางวันเสาร์ อาทิตย์ เพราะราคาตั๋วเครี่องบินจะแพงกว่าวันอื่นๆ วันที่ตั๋วราคาถูกกว่าวันอื่นๆ ได้แก่วันอังคาร และวันพุธ 

หากมีเวลาให้ลองดูด้วยว่าประเทศที่จะไปมีสนามบินกี่แห่ง แต่ละแห่งราคาตั๋วเครื่องบินจะไม่เท่ากัน หากเราสามารถไปลงในเมืองที่ตั๋วราคาถูกกว่าก่อน เที่ยวสักสองสามวัน แล้วค่อยซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบิน Low Cost ประเทศนั้นๆ ไปอีกเมือง จะช่วยประหยัดราคาไปได้เยอะ เช่น จริงๆ เราตั้งใจจะเดินทางจาก Atlanta ไป Ho Chi Minh City ราคาตั๋วอยู่ที่ 1,660$ พอเช็คราคาจาก Atlanta to Hanoi ราคาอยู่ที่ 1,400$ ราคาต่างกันถึง 260$ ราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ Hanoi to Ho Chi Minh อยู่ที่ 80$ หากบินไปลง Hanoi ก่อนจะทำให้ประหยัดเงินไปถึง 180$ หากคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 6,480 บาท (1 USD = 36 บาท)

วิธีการจองนั้น ทำได้ง่ายๆ โดยสามารถเข้าไปในเว็บ www.skyscanner.com หรือ wayaway.io สองเว็บนี้มักจะมี Flight ราคาถูกมานำเสนออยู่เสมอ สำหรับ wayaway.io นั้นมีโปรแกรมซื้อตัวเครื่องบินผ่านเว็บแล้วได้รับเงินคืนสูงสุดถึง 5% Cheap flights with cashback เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยประหยัดเงิน เช่น ตั๋วเครื่่องบินจาก Bangkok to New York ราคาอยู่ที่ 948$ รับ cash back 14$ อีกเว็บไซต์หนึ่งที่น่าสนใจคือ www.kayak.com และ www.trip.com เว็บนี้มีส่วนลดทั้งตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พักเยอะมาก คือลองหาดูหลายๆ เว็บไซต์เพื่อเปรียบเทียบ ตรวจสอบราคาตั๋วเครื่องบินของแต่ละสายการบิน 

หากยังไม่ถูกใจราคา สามารถจองได้จากทางเว็บไซต์ของสายการบินโดยตรง โดยเฉพาะ Low-Cost Airlines บางครั้งมีโปรโมชั่นหน้าเว็บไชต์ ทำให้ได้ราคาถูกกว่าจองจากเว็บไซต์อื่นๆ 

การจองกับบริษัทนำเที่ยว ก็เป็นอีกวิธีการที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะประหยัดเวลา เราไม่ต้องหาเวลาเลือกเอง บริษัทจะจัดการค้นหา เปรียบเทียบราคานำมาเสนอให้เรา มีทั้งราคาแบบถูกสุด หรือเร็วสุด ไม่จอดแวะหลายสนามบิน ไม่มี Layover ราคาก็จะแตกต่างกันไป พวกที่ต่อเครี่องหลายจุดหน่อย ราคาจะถูกกว่า บางครั้งมี Layover นานๆ 9-10 ชั่วโมง ใครไม่รีบ แนะนำให้เลือกตั๋วแบบนี้ เพราะถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ออกไปเที่ยวชมเมือง แล้วเราก็ไม่ต้องเหนื่อยด้วย เวลานั่งเครื่องติดๆ กันนานๆ โดยเฉพาะเดินทางจากไทยไปอเมริกาที่ต้องทางเป็นวันเป็นคืน ร่างกายมันจะล้ามากๆ แต่พอได้ออกไปเที่ยว ไปเปิดหู เปิดตา ชิมอาหารอร่อยๆ ร่างกายมันจะสดชื่นขึ้นมาทันที เคยเดินทางจาก Atlanta ไป Bangkok Layover ที่ Hongkong 12 ชั่วโมง ได้ออกไปเที่ยวกับลูก จำได้ว่าทริปนั้นเป็นทริปที่สนุกมากๆ ได้นั่งรถชมเมือง ล่องเรือ และกินอาหารที่อร่อยมากๆ 

ตั๋วที่พักเครื่องน้อยๆ ไม่ถึงสองชั่วโมง เราต้องระวังให้มาก เพราะบางสนามบินที่เราไปต่อเครื่อง สนามบินใหญ่มากต้องต่อรถไฟไปจุดต่างๆ ทำให้เสียเวลามากๆ หรือแถวตรงตรวจคนเข้าเมืองคนเยอะมาก ตรวจนาน บางครั้งทำให้เราไปไม่ทันต่อเครื่อง ตกเครื่อง ต้องรอเที่ยวบินใหม่ ทำให้เสียเวลาไปอีก 

อีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถได้ตั๋วเครื่องบินราคาดี คือ การจองตั๋วในงานท่องเที่ยวต่างๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เช่น งานท่องเที่ยวไทย หรือท่องเที่ยวทั่วโลก งานประเภทนี้จะมีสายบินและบริษัทนำเที่ยวมาร่วมงานมากมาย พร้อมเสนอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินที่น่าสนใจ หากเลือกวิธีการนี้สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้ในงานเลย และอาจต้องจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้า 500-1,000 บาท และไม่สามารถคืนค่ามัดจำได้

การจองกับทางบริษัทนำเที่ยวนั้น ก่อนจองควรตรวจสอบ เปรียบเทียบราคาก่อน เพราะแต่ละสายการบิน แต่ละบริษัทจะให้ราคาที่แตกต่างกันไป วิธีที่ง่ายที่สุด คือ Search ใน Google ว่ามีบริษัทใดบ้างที่ขายตั๋วเครื่องบินของสายการบินที่เราต้องการ ให้เลือกสัก 2-3 สายการบิน เพื่อเปรียบเทียบราคาที่เราพอใจ ก่อนจองกับบริษัทใดควรตรวจสอบก่อนว่าบริษัทนั้นดำเนินกิจการถูกต้องตามกฏหมาย มีใบประกอบการทางการค้า จดทะเบียนถูกต้อง เป็นที่น่าเชื่อถือ และมีบริการที่น่าประทับใจ 

หลังจากที่ตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้โทรไปสอบถามราคาเที่ยวบินที่ต้องการแต่ละบริษัท หรือส่งเมลล์เพื่อสอบถามราคา ให้ขอราคาที่รวมภาษีแล้ว จากนั้นนำรายละเอียดมาใส่ตารางเพื่อเปรียบเทียบราคา อย่าลืมสอบถามเรื่องการเปลี่ยนวันเวลาตั๋วเครื่องบินว่าเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ บางสายการบินหากเปลี่ยนครั้งแรกไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย เมื่อเปลี่ยนครั้งต่อจึงจะเสียค่าใช้จ่าย บางสายการบินไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันเวลาได้ เป็นต้น 

เมื่อเลือกบริษัทที่ต้องการ ก็จองเที่ยวบิน โดยบริษัทจะขอวันเวลาในการเดินทาง เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ รวมถึงวันหมดอายุของหนังสือเดินทาง  (Passport) ให้ใส่ชื่อที่ตรงตามหนังสือเดินทาง ยังไม่ต้องจ่ายเงินจนกว่าจะได้รับวีซ่า หลังจากนั้นบริษัทจะส่งรายละเอียดการจองตั๋วเครื่องบินมาให้ทางอีเมลล์ (E-mail) เราสามารถเช็คเที่ยวบินของตั๋วเองได้ที่ www.checkmytrip.com โดยใส่นามสกุล และเลขที่จอง จากนั้นก็จะปรากฏรายละเอียดการเที่ยวบิน ว่าบินกี่โมง ใช้เวลาเท่าไหร่ จอดที่ไหนบ้าง พักกี่ชั่วโมง และสามารถดูรายละเอียดสนามบินแต่ละประเทศที่จอด รวมถึงเช็คสภาพอากาศในวันที่เดินทางได้อีกด้วย 

สำหรับการระบุที่นั่งนั้น สามารถระบุได้ตอนที่ไปเช็คอินที่สนามบิน หรือบางสายการบินสามารถระบุที่นั่งได้เลย ทั้งนี้ต้องสอบถามบริษัทที่ใช้บริการจองตั๋วเครื่องบิน 

เมื่อได้วีซ่าแล้ว ก็ทำการจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินกับทางบริษัท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัท หรือตัดผ่านบัตรเครดิต จากนั้นบริษัทก็จะส่งตั๋วเครื่องบินอิเล็คทรอนิคส์ (E-Ticket) มาให้ ควรเช็คความถูกต้องของวันเวลาที่บิน รวมถึงชื่อในตั๋วเครื่องบินก่อน จากนั้น Print ตั๋วเครื่องบินเพื่อนำไปเช็คอินที่สนามบิน

กรณีที่ต้องการซื้อตั๋วเครื่องบินเอง ไม่ผ่านบริษัทนำเที่ยว ต้องทำการบ้านดีๆ หน่อย การเปรียบเทียบราคาตั๋วจากเว็บไชต์ต่างๆ ที่กล่าวไปข้างบนนั้น ต้องดูรายละเอียดดีๆ บางเว็บไชต์เสนอราคาถูกก็จริง แต่ไม่รวมค่ากระเป๋าเดินทาง หรือหากจะเลือกที่นั่งต้องบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มไปอีก หากบวกค่ากระเป๋าเดินทาง รวมค่าภาษีต่างๆ แล้ว อีกเว็บหนึ่งอาจถูกกว่าก็เป็นไปได้ 

อีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อตั๋วเครื่องบินคือ การสมัครบัตรเครดิตพวก cash back เราจะได้รับเงินคืน 3%-5% ในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง ดูเหมือนไม่มาก แต่พอเอามารวมๆ กันหลายๆ ครั้งก็ช่วยประหยัดไปได้เยอะ เช่นบัตรของ Chase Freedom Unlimited มีโปรโมชั่น get 5% cash back on travel purchased และบัตร Capital One Venture X Rewards Credit Card ก็มีโปรแกรมที่น่าสนใจไม่น้อย 2 Miles per dollar on every purchase, every day, 10 Miles on hotels and rental cars booked หรือเราอาจสมัครโปรแกรมสะสมไมล์ไว้แลกตั๋วเครื่องบิน เช่น Delta SkyMiles แต่อันนี้เราต้องเดินทางบ่อยๆ ถึงจะได้แต้มไว้ใช้ซื้อตั๋วเครื่องบินโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือต้องใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เข้าร่วมโครงการ ของ Delta SkyMiles จะ Link กับบัตรเครดิต American Express จะได้ 2X ไมล์ ทุกๆ ครั้งที่ใช้จ่ายผ่านบัตรตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า เช่นใช้จ่าย 200$ ก็จะได้ 400 ไมล์ และยังมีสิทธิพิเศษ เวลาบินภายในประเทศของอเมริกาส่วนใหญ่กระเป๋าที่โหลดเข้าใต้เครื่องจะเสียเงิน 30$-60$ แต่ถ้าเราเป็นสมาชิก Delta SkyMiles และซื้อตั๋วผ่านบัตรเครดิต American Express เราก็จะได้ Free Checked Bag ของกระเป๋าใบแรก แต่ข้อเสียของอันนี้คือ เราต้องเดินทางกับสายการบินที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ซึ่งบางทีเวลาที่เราจะเดินทางตั๋วราคาแพงมาก เราก็ต้องชั่งใจเอาว่าจะสะสมไมล์ หรือเลือกเดินทางกับสายการบินอื่นที่ถูกกว่า 

สำหรับคนที่ยังไม่มีจุดหมายปลายทางแน่นอน เน้นหาตั๋วเครื่องบินถูกๆ ไว้ก่อน แบบประเทศไหนถูกก็จะลางานไปเที่ยวประเทศนั้น แนะนำให้ใช้ Google Flights ในเว็บจะมีโชว์แผนที่โลก เปรียบเทียบราคาเลยว่าตั๋วเครื่องบินแต่ละประเทศราคาเท่าไหร่ 


วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563

เตรียมตัวสอบใบขับขี่ในอเมริกา How to Get Your Driver's License in the USA




หลังจากที่มีกรีนการ์ดแล้ว สิ่งที่หลายๆ คนต้องทำเลยก็คือ การทำใบขับขี่ (Driver's License) เวลาไปไหนมาไหนจะได้สะดวก ไม่ต้องพึ่งสามีอีกต่อไป

นุ้ยเลยแนะนำสาวๆ เลยค่ะ ว่าควรฝึกขับรถให้ได้ที่เมืองไทยเลยค่ะ พอย้ายมาอยู่ที่นี่เราจะได้สบาย ทำใบขับขี่ได้เลย การฝึกขับรถที่นี่จะยุ่งยากหลายขั้นตอนมากๆ ค่ะ ไม่เหมือนเมืองไทย แค่มีรถก็ขอพ่อ พี่ชาย ให้มาฝึกหัดให้หน่อยก็ได้แล้ว แต่ที่นี่จะทำแบบนั้นไม่ได้เลยค่ะ เราต้องไปสอบขอใบอนุญาตก่อน พอผ่านข้อเขียน ก็จะได้ permit license เป็นบัตรที่อนุญาตให้ขับรถได้ โดยมีผู้อื่นนั่งอยู่ด้วย ไม่สามารถขับได้ด้วยตัวเอง เราสามารถเรียนขับรถกับผู้เชี่ยวชาญ ค่าเรียนก็แพงมากค่ะ เรียนไม่กี่ชั่วโมงก็ $200-$800 แล้ว หรือหากไม่อยากเสียค่าเรียน เราก็ให้สามีหรือญาติสามี หรือเพื่อนเราสอนให้ แต่ก็ลำบากคือ ที่นี่ไม่ค่อยมีทีฝึกค่ะ อย่างดีก็มีที่จอดรถที่ไม่มีรถจอด เราสามารถฝึกได้ตอนกลางคืน เพราะไม่เจ้าหน้าที่เฝ้า หรือถนนเล็กๆ หน้าบ้าน จากนั้นก็เป็นถนนใหญ่เลยค่ะ มีหลายเลนมาก และรถเยอะมาก เราต้องระวังมากๆ ที่สำคัญคือ ไม่ขับเกิน speed limit แต่ละถนนจะต่างกัน เช่น ถนนเล็กๆ หรือบริเวณหน้าโรงเรียน จะขับไม่เกิน 25 ไมล์ เขตชุมชน จะขับประมาณ 30 ไมล์ ถนนใหญ่ขึ้นมาหน่อยขับประมาณ 40-55 ไมล์ ทางด่วนควรขับประมาณ 60-75 ไมล์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าอยู่รัฐไหน แต่ละรัฐจะต่างกัน เวลาขับต้องคอยสังเกตป้ายข้างทางว่ากำหนดอยู่ที่เท่าไหร่ ไม่ควรขับช้าหรือเร็วเกินไป ขับช้าก็โดนจับได้นะคะที่อเมริกาเนี่ย คนอเมริกันจะเคร่งครัดเรื่องกฏระเบียบมากๆ  เคารพป้ายจราจร เห็นป้าย STOP ก็ต้องหยุดถึงแม้จะไม่มีรถขับผ่าน พอเห็นคนกำลังเดินข้ามถนนก็ต้องจอดให้คนข้ามไปก่อน และคนที่นี่ก็จะปฏิบัติตามกฏโดยไม่มีข้อแม้ค่ะ ด้านตำรวจก็จะคอยใช้เรด้าร์ตรวจจับคนที่ขับรถเร็วอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะถนนใหญ่

สำหรับคนที่ขับรถเป็นจากเมืองไทย พอมาที่อเมริกาจะงงนิดหน่อย เพราะที่นี่ขับพวงมาลัยซ้าย และขับเลนขวา แซงด้านซ้าย ที่เมืองไทยจะขับพวงมาลัยขวา วิ่งรถด้านซ้าย แซงด้านขวา 




พอเรามาถึงที่นี่ ไปสอบข้อเขียนให้ได้ permit license ก่อน แล้วลองฝึกขับดูค่ะ สักสองสามวันก็ชินละคะ  แต่อย่าลืมนะคะว่า permit license เรายังขับเองไม่ได้ ต้องมีคนนั่งข้างๆ เสมอค่ะ คนที่นั่งข้างๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้นะคะ ต้องมีคนที่มีใบอนุญาตขับขี่แล้วนะคะ

เอาละคะที่นี่มาถึงวิธีการสอบใบขับขี่กันบ้างนะคะ ก็คล้ายกับบ้านเราค่ะ มีสอบทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ ก่อนสอบเราสามารถไปขอคู่มือ (Driver Handbook) ได้ที่ Department of Motor Vehicle (DMV) ของเมืองที่เราอยู่ ถามสามีก็ได้คะว่าอยู่ที่ไหน ให้เขาพาไป หรือดาวน์โหลดเอาในเว็บไซต์ของ (DMV) ในคู่มือนั้นจะมีข้อมูลครบถ้วนมาก ตั้งแต่วิธีเตรียมตัวสอบ ข้อสอบในแต่ละภาค รวมถึงสอนเรื่องการใช้ถนน การเปลี่ยนเลน การเร่งความเร็ว การขับรถบนทางด่วน การให้สัญญาณ ป้าย สัญญาณต่างๆ กฏจราจร วิธีการขับรถให้ปลอดภัย หรืออ่านจากเว็บไซต์นี้ก็ได้ค่ะ www.driverknowledge.com 

พอเราอ่านเข้าใจแล้วก็ลองทำข้อสอบดูนะคะ เข้าไปที่ http://driving-tests.org ต้องเลือกก่อนว่าเราอยู่รัฐไหน แต่ละรัฐข้อสอบจะไม่เหมือนกันค่ะ จากนั้นก็จะมีข้อสอบให้ทำหลายชุดมาก และทดลองทำได้ฟรีค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่าย ลองทำดูนะคะว่าผ่านหรือไม่ หากไม่ผ่าน ก็ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนเรามั่นใจว่าผ่านแน่นอน ค่อยไปสอบค่ะ

การสอบข้อเขียน เป็นข้อสอบกากบาท ไม่ยากมาก บางรัฐ สามารถเลือกสอบเป็นภาษาไทยได้ แต่บางรัฐต้องสอบภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กฏจราจร (Road Rules) จำนวน 20 ข้อ ต้องทำให้ถูก 15 ข้อขึ้นไปถึงจะผ่าน อีกส่วนหนึ่งคือ ป้ายต่างๆ บนท้องถนน (Road Signs) จำนวน 20 ต้องทำให้ถูก 15 ข้อขึ้นไปถึงจะผ่าน.

การสอบเราต้องไปที่ DMV ใกล้บ้าน โดยต้องเตรียมเอกสารดังนี้ SSN Card, พาสปอร์ต, กรีนการ์ด, ทะเบียนสมรส, ใบเกิด และเอกสารที่แสดงว่าเราอาศัยอยู่ในรัฐที่เรายื่นเรื่องทำใบขับขี่ เช่น บิลต่างๆ ที่ไม่อายุไม่เกิน 60 วัน ประกันสุขภาพ จดหมายจากธนาคาร หรือ Bank Statment ที่มีอายุไม่เกิน 60 วัน สัญญาการเช่าอพาร์ทเมนต์ หรือคอนโด หรือบ้านในปัจจุบันที่มีชื่อเราและที่อยู่ระบุในสัญญา สัญญาการจ้างงาน หรือจดหมายรับรองการทำงานที่ระบุชื่อและที่อยู่เรา และ W2 ในปีล่าสุด เป็นต้น

เมื่อยื่นเอกสารและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว ก็จะถ่ายรูป สามารถยิ้มเห็นฟันได้เลยค่ะ และจ่ายค่าธรรมเนียม $10 จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราทำข้อสอบในเครื่องคอมพิวเตอร์ พอทำเสร็จ หากเราผ่านก็จะได้รับบัตรที่เรียกว่า permit license อนุญาตให้เราขับรถได้ โดยมีผู้อื่นนั่งอยู่ด้วย ไม่สามารถขับได้ด้วยตัวเอง เราก็ไปฝึกขับรถบนถนนให้คล่องก่อน ฝึกทุกวันทั้งถนนเล็กและใหญ่ รวมไปถึงทางด่วน และฝึกการจอดรถแบบชิดขอบถนน หรือที่เรียกว่า “Parallel parking” และการจอดรถ การถอยหลังเขาซอง เมื่อมั่นใจแล้วค่อยไปสอบปฏิบัติค่ะ

การสอบปฏิบัติ บางรัฐต้องโทรนัดหมายก่อนจะสอบ เตรียมเอกสารเหมือนเดิมกับตอนที่สอบข้อเขียน เพิ่มเติมนิดหน่อย คือ เอกสารที่เราทำประกันภัยรถยนต์ และเอกสารการเสียภาษี การสอบภาคนี้จะมีการทดสอบสายตา และพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ $20

ส่วนวิธีการสอบจะแตกต่างจากเมืองไทย คือ เราต้องนำรถของเราที่มีประกันภัยรถยนต์ที่ถูกต้อง เสียภาษีรถยนต์เรียบร้อยแล้ว และมีชื่อเราในประกันภัยนั้นมาเอง โดยรถที่นำมานั้น อุปกรณ์ต่างๆ ในรถต้องสามารถใช้งานได้จริง เช่น ไฟเลี้ยว แตรรถ เบรค เป็นต้น โดยก่อนสอบเจ้าหน้าที่ก็จะบอกให้เราเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ขวา บีบแตร แตะเบรค เพื่อเช็คสภาพรถก่อนขับจริง การสอบปฏิบัติที่นี่จะสอบบนถนนจริงค่ะ ตื่นเต้นมากๆ  เท่านั้นยังไม่พอค่ะ มีเจ้าหน้าที่มานั่งข้างๆ เราอีกด้วย คอยดูว่าเราขับรถถูกหลักหรือไม่ นั่งใกล้พวงมาลัยมากไปหรือไม่ คาดเข็มขัดนิรภัย และปรับกระจกก่อนสตาร์จรถหรือไม่ เวลาจะเปลี่ยนเลน หรือเลี้ยวมองกระจกหลังและกระจกข้างหรือไม่ เวลาถอยรถหันหลังไปมองหรือไม่ ที่อเมริกาจะไม่อนุญาตให้มองแค่กระจกอย่างเดียว จากนั้นเจ้าหน้าที่จะเป็นคนบอกให้เราว่าขับไปทางไหน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา การทดสอบนั้นมีหลายอย่าง ได้แก่ การจอดรถขนานแนบชิดกับขอบถนน การถอยหลังเข้าซอง การจอดรถในระยะกระชันชิด การจอดรถเมื่อเจอป้ายสัญญาณ และติดไฟแดง การแซง การเปลี่ยนเลน เป็นต้น

การทดสอบปฏิบัติใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที แล้วแต่ว่าสอบรัฐไหน และได้สอบกับเจ้าหน้าที่คนไหน เมื่อทดสอบเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าเราขับรถเป็นยังไงบ้าง บอกคะแนน และบอกว่าผ่านไม่ผ่าน หรือต้องแก้ไขตรงไหน อย่างไร หากไม่ผ่านสามารถกลับมาสอบใหม่ได้อีกครั้ง

พอเราผ่านแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้ใบขับขี่ที่เป็นกระดาษมาก่อนค่ะ เป็นใบขับขี่ที่ใช้ได้จริงค่ะ หลังจากนั้นประมาณ 1-3 อาทิตย์ เจ้าหน้าที่ก็จะส่งใบขับขี่ตัวจริงมาให้ที่บ้านค่ะ วันหมดอายุในใบขับขี่จะเป็นวันเดียวกับที่ระบุในใบกรีนการ์ด (Green Card) แบบสองปีของเราค่ะ

หลังจากที่ขับรถเป็นแล้ว มีใบขับขี่แล้ว อย่าลืมให้สามีสอนเรื่องวิธีการเติมน้ำมันรถด้วยนะคะ เพราะที่นี่เราต้องเติมน้ำมันรถเองค่ะ ไม่มีเด็กปั๊ม ถ้าลืมให้สามีสอน แล้วเกิดน้ำมันหมดมาตอนเราอยู่คนเดียว แย่เลยนะคะ