วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2565

สิ่งของที่ต้องมีติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ

บทความที่แล้ว เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ ได้พูดถึงสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ บทความนี้จะพูดถึงสิ่งของที่ต้องเตรียมเพื่อพกติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ 

1. หนังสือเดินทาง (Passport) ก่อนเดินทางควรตรวจดูว่าพาสปอร์ตหมดอายุหรือยัง ถ้าใกล้หมดอายุควรรีบต่อพาสปอร์ต ตรวจดูความถูกต้องของชื่อ และความเรียบร้อยของพาสปอร์ต ว่ามีรอยยับ รอยขีดข่วนหรือไม่ หากมีข้อผิดพลาดควรรีบแก้ไข และหากเดินทางไปประเทศที่ต้องขอวีซ่า ควรรีบดำเนินการแต่เนิ่นๆ เมื่อได้รับวีซ่าแล้ว ควรตรวจความถูกต้องของชื่อให้ตรงกับพาสปอร์ต และถ่ายสำเนาเอกสารเก็บไว้หนึ่งชุด ในกรณีที่พาสปอร์ตสูญหายในต่างประเทศ สามารถนำสำเนาเอกสารไปยื่นที่สถานีตำตรวจ และนำใบแจ้งความมาติดต่อที่สถานทูตเพื่อออกเอกสารเดินทางแทน 

2. เอกสารส่วนบุคคล ก่อนเดินทางควรควรเตรียมเอกสารซึ่งแสดงหลักฐานเกี่ยวกับตัวท่าน เช่น ใบอนุญาตขับขี่ที่ไม่หมดอายุ บัตรประชาชน บัตรประจำตัวพนักงาน บัตรนักศึกษา และนามบัตรที่ระบุที่อยู่ปัจจุบัน 

3. ตั๋วเครื่องบิน ซึ่งระบุวันไปกลับแน่นอน ต้องเตรียมไว้เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทราบว่าท่ามีเจตนาเดินทางกลับประเทศเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ 

4. ตารางการท่องเที่ยว เดินทาง ก่อนออกเดินทางควรทำตารางการเดินทาง การท่องเที่ยวแบบคร่าวๆ ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อเตรียมเสื้อผ้า จัดกระเป๋า การจองโรงแรม ที่พัก หรือเช่ารถ และทำให้ตัวท่านเองรู้ว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง ต้องเดินทางไปที่ไหน จะไปอย่างไร และต้องติดต่อกับใครบ้าง 

5. หนังสือเชิญ ในกรณีที่มีหนังสือเชิญจากบริษัทต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัย ญาติ หรือเพื่อน ควรนำติดตัวไปด้วย ในบางประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอาจขอดูเอกสารดังกล่าว 

6. เอกสารเกี่ยวกับที่พัก โรงแรม ที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัทพ์โรงแรมและการจองห้องพัก ซึ่งจะทำให้ทั้งตัวท่านเองและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทราบว่า ท่านกำลังจะไปไหน เมื่อทราบข้อมูลเป็นที่แน่ชัดแล้ว ย่อมเป็นการง่ายต่อการเดินทางของท่านให้ถึงที่หมายรวดเร็วขึ้น 

7. รูปถ่ายขนาดมาตราฐาน ควรพกติดตัวไว้สัก 1-2 รูป เผื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ 

8. หนังสือแนะนำตัว ในกรณีที่บริษัทส่งไปดูงาน ติดต่อธุรกิจ ควรมีหนังสือแนะนำตัวซึ่งออกโดยบริษัท ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่บริษัทในต่างประเทศทราบว่าท่านเป็นใคร มาจากไหน และอำนวยความสะดวกในการติดต่อ ทำธุระให้ท่าน ซึ่งจะช่วยให้ท่านทำงานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น 

9. แผนที่ หนังสือนำเที่ยว คู่มือเดินทาง ก่อนเดินทางควรซื้อหนังสือ นำเที่ยว คู่มือเดินทาง และแผนที่ ศึกษาให้ละเอียด ในแผนที่ควรทำเครื่องหมายในสถานที่สำคัญ เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาล โรงแรม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปเยือน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการสังเกต และควรพกติดตัวไปตอนเดินทาง ซึ่งจะช่วยให้ท่านไม่หลงทาง เดินทางด้วยตนเองได้ 

10. ดิกชันนารี ควรมีทั้งดิกชันนารีภาษาอังกฤษ และดิกชันนารีภาษาของประเทศที่ไปเยือน ทั้งนี้เพื่อใช้หาคำศัพท์ที่ต้องการ ติดต่อสื่อสารกับคนในประเทศนั้นได้ หรือหากยังพูดไม่คล่องมาก ควรซื้อหนังสือบทสนทนาภาษาต่างประเทศพกติดตัวไปด้วย 

11. กล้องถ่ายรูป กล้องวีดีโอ ควรเช็คตรวจดูว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ หากมีข้อบกพร่องควรรีบแก้ไข และเตรียมถ่าน ที่ชาร์ทไปให้พร้อม ทั้งนี้เพื่อใช้บันทึกภาพสวยๆ ความทรงจำดีๆ ในการเดินทาง

12. สมุดบันทึก พร้อมเครื่องเขียน ควรจดที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์สถานที่สำคัญใว้ในสมุด เช่น สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลในประเทศที่ไปเยือน สถานนีตำรวจ โรงพยาบาล ที่พัก โรงแรม บ้านเพื่อน หรือญาติที่จะไปเยี่ยมในประเทศนั้น เป็นต้น นอกจากนี้สามารถใช้สมุดดังกล่าว จดบันทึกความรู้สึก ความทรงจำดีๆ ในขณะเดินทาง ไว้อ่านหลังจากกลับมาจากเดินทาง เป็นการทบทวนความทรงจำดีๆ อีกครั้ง ที่สำคัญยังสามารถนำเรื่องราวที่จดบันทึกมาเขียนเป็นหนังสือ ตีพิมพ์เพื่อเผยแพร่ให้คนอื่นได้อ่าน ได้ร่วมแชร์ความรู้สึก ประสบการณ์ดีๆ 

13. บัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ ควรพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อใช้ติดต่อกับคนทางบ้าน หรืออาจเปิดใช้ Roaming บริการโทรข้ามแดนจากมือถือ แต่แพงมาก แนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉินเท่านั้น 

14. เงินและบัตรเครดิต ไม่ควรพกเงินติดตัวไปมากนัก ควรศึกษาสกุลเงินของประเทศที่จะไปเยือน และแลกเงินให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง หากเดินทางไปในประเทศที่ใช้สกุลที่ไม่สามารถแลกได้ในไทย เช่น ประเทศโรมาเนีย ใช้ Leu ให้แลกเป็น USD หรือ EURO จากนั้นเมื่อเข้าประเทศโรมาเนีย ค่อยนำเงินนั้นมาแลกเป็นเงินของโรมาเนีย เป็นต้น ควรพกในรูปแบบตั๋วแลกเงิน (Traveller Cheque ) หรือบัตรเครดิตวีซ่าและมาสเตอร์ เป็น 2 ยี่ห้อหลักที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก หรือบัตรเดบิต ซึ่งสามารถใช้เบิกเงินในต่างประเทศได้ แต่จะเสียค่าธรรมเนียม 150 บาทต่อครั้ง หรือขึ้นอยู่กับทางธนาคาร ควรสอบถามธนาคารให้แน่ใจเรื่องการเบิกจ่าย และการเสียค่าธรรมเนียม 

15. เอกสารเกี่ยวกับประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันการเดินทาง ก่อนเดินทางแนะนำให้ทำประกันการเดินทาง และพกเอกสารสัญญาการทำประกัน เอกสารการติดต่อบริษัทไปด้วย เพื่อใช้ติดต่อบริษัทเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

สาระน่ารู้ก่อนไปต่างประเทศ

ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวน่ารู้ เคล็ดลับ ข้อคิด ข้อเตือนใจ และการวางแผนเก็บเงิน การเตรียมตัวก่อนไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเดินทาง (อยากรู้เรื่องไหน คลิกที่หัวข้อได้เลย)


1. เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ
2. สิ่งของที่ต้องมีติดตัวตอนเดินทางไปต่างประเทศ


วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เตรียมตัว เตรียมใจก่อนไปต่างประเทศ

15 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปเมืองนอก 

การเดินทางไปต่างประเทศนั้น ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยว ทำงาน อบรม สัมนา แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เรียนภาษา หรือเรียนต่อ แน่นนอนว่าเราต้องได้เจอสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการได้เห็นสิ่งสวยงาม แปลกๆ ใหม่ ได้เปิดหู เปิดตา เปิดโลกทัศน์ เห็นโลกในอีกมุมหนึ่ง เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเพื่อนใหม่ ได้ท่องเที่ยว สนุกสนาน ฝึกใช้ชีวิตในต่างแดน ช่วยเหลือ แก้ไขปัญา ดูแลตัวเอง และได้เพิ่มพูนทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศ 

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่สิ่งดีอย่างเดียว การไปต่างประเทศเราอยู่ไกลบ้าน บางครั้งอาจรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา คิดถึงบ้าน อาจผิดหวัง เมื่อมาถึงแล้ว ภาพความสวยงามของประเทศที่เราได้วาดฝัน กับความจริงที่ปรากฏช่างแตกต่างกัน รวมไปถึงความแตกต่างด้านภาาษา เชื้อชาติ วัฒนธรรม ทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันมาก่อน ทำให้การเดินทางไปต่างประเทศกลายเป็นฝันร้าย ไม่สวยงาม สนุกสนานเหมือนที่ตั้งใจไว้ 

สิ่งที่สำคัญก่อนการเดินทางไปต่างประเทศก็คือ "การเตรียมพร้อม" ทั้งการเตรียมตัว เตรียมตัวใจ ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจก่อนการเดินทาง ป้องกันภัยที่อาจเกิดกับตัว หรือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันเวลา และช่วยให้การท่องเที่ยว ทำงาน และใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น เรื่องเที่เราต้องเตรียมตัว เตรียมใจนั้น ก็ได้แก่

1. ความห่างไกลบ้าน ก่อนไปต่างประเทศนั้น เราต้องทำใจไว้เลยว่า เราต้องห่างไกลบ้าน ทุกอย่างในต่างประเทศอาจไม่สะดวกสบายเหมือนบ้าน เจอผู้คนที่แตกต่าง แปลกๆ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ถนนหนทาง การเดินทาง การใช้ชีวิตต้องต่างออกไป เราต้องรับให้ได้ และพร้อมที่จะปรับตัว เราต้องเตรียมพร้อมเรื่องการติดต่อกับคนที่บ้าน จดที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ในต่างแดนให้คนที่บ้านใช้ติดต่อได้ และควรซื้อบัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ และใช้การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น Facetime, Facebook, Line, Skype, E-mail, Twitter เพื่อติดต่อกับคนทางบ้านยามคิดถึง ยามมีปัญหา หรือยามฉุกเฉิน 

2. ภาษา การไปต่างประเทศ ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราต้องใช้สื่อสารอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และภาษาของประเทศนั้นๆ ควรสำรวจตัวเองว่ามีความพร้อมด้านภาษามากน้อยแค่ไหน สามารถสื่อสาร ช่วยเหลือตัวเองได้หรือไม่ หากภาษายังไม่ดีพอ ควรเรียนเพิ่มเติม ฝึกใช้ให้คล่อง และมีดิกชันนารีติดตัวอยู่ตลอดเวลา หากเดินทางไปในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ควรฝึกใช้ภาษาของประเทศนั้นด้วย และซื้อคู่มือการสนทนาติดตัวในขณะเดินทาง หากพูดไม่ได้ ก็สามารถเปิดอ่าน หรือเขียนได้ 


3. ข้อมูลประเทศ
ข้อมูลนั้นสำคัญมาก การรู้ข้อมูลทำให้เรามั่นใจในการเดินทาง ไม่ถูกหลอกได้ง่าย หากเกิดปัญหาก็แก้ไขได้ทัน ก่อนเดินทางไปต่างประเทศนั้น ควรศึกษาข้อมูลประเทศนั้นอย่างละเอียด  ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ เชื้อชาติ ศาสนา จุดเด่น ความน่าสนใจ วิถีชีวิต ทีอยู่ที่พัก อาหาร สภาพอากาศ เวลา สกุลเงิน การแลกเงิน ระบบไฟฟ้า สถานที่สำคัญ  สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่อันตราย เบอร์โทรติดต่อสถานที่สำคัญ เช่น สถานีตำรวจ สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ โดยสามารถอ่านในเว็บไซต์การท่องเที่ยว หรือหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับประเทศนั้นมาอ่าน ซึ่งสามารถใช้เป็นไกด์ในการเดินทางได้อีกด้วย 


4. ข้อมูลด้านวัฒนธรรม ต่างประเทศแน่นอนว่าต้องแตกต่างด้านวัฒนธรรม เราควรเรียนรู้วัฒธรรมของประเทศที่จะไปเยือน และให้ความเคารพ นอกจากนี้ควรศึกษาข้อห้าม สิ่งที่ห้ามทำในประเทศ และมารยาทที่ควรปฏิบัติ เช่น ในประเทศกรีกการแสดงอากัปกิริยาโดยทำแผ่ฝ่ามือแบบนี้ต่อหน้าชาวกรีกนั้น ถือว่าเป็นการดูถูก หรือในประเทศจีน ถ้าคุณกินหมดจนคำสุดท้าย แปลว่าเขาให้อาหารคุณไม่พอกิน ไม่ว่าอาหารนั้นจะอร่อยแค่ไหน คุณก็ต้องกินเหลือไว้อย่างน้อยคำหนึ่งเสมอ และถ้าคุณกินไปคุยไป (คุยในขณะที่อาหารเต็มปาก) และถึงกับเรอเมื่ออิ่มนั้นเป็นมารยาทดีสุด ๆ 

5. ข้อมูลด้านกฏหมาย ควรศึกษากฏหมายของแต่ละประเทศ รวมไปถึงกฏหมายศุลกากร สิ่งที่ของที่ห้ามนำเข้าประเทศ และจำนวนเงินที่นำเข้าประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย การนำอาวุธปืน กระสุน วัตถุระเบิด หรือยาเสพติดร้ายแรงเข้าประเทศจะมีโทษถึงประหารชีวิต สำหรับประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายห้ามนำยาคุมกำเนิดเข้าประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น หากทำผิดกฏหมายแล้วก็อาจทำให้คุณไม่ได้เข้าประเทศนั้นอีกเลย หรืออาจติดคุก เสียค่าปรับ เสียทั้งความรู้สึก เสียเงิน และเสียเวลา ดังนั้นควรศึกษาด้านกฏหมายอย่างละเอียด รอบคอบ และปฏิบัติตามกฏหมายของแต่ละประเทศอย่างเคร่งครัด 

6. ข้อมูลด้านการเดินทาง ต้องอ่านให้ละเอียดว่าประเทศที่จะไปนั้น สามารถเดินทางได้ทางไหนบ้าง ทางไหนสะดวกสุด สายการบินที่เข้าประเทศมีสายการบินอะไรบ้าง พร้อมตรวจสอบราคา เวลา และคุณภาพ การให้บริการ นอกจากนี้ควรศึกษาการเดินทางภายในประเทศว่าสามารถเดินทางได้อย่างไร เช่น รถไฟ รถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ ทางไหนสะดวกสุด ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และเราจะสามารถเดินไปที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ที่ทำงาน ที่เรียน ได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อความสะดวกควรซื้อแผนที่การเดินทางของประเทศนั้นพกติดตัวไปด้วย

7. ข้อมูลสถานทูตไทยในต่างประเทศ ควรจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ เพื่อขอความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน หากไปอยู่เป็นระยะเวลานานควรแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ ให้สถานทูตหรือ สถานกงสุลไทยประจำประเทศที่ไปอยู่ทราบ รวมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ทุกครั้ง เพื่อทางสถานทูต สถานกงสุลสามารถติดต่อท่านได้ในยามฉุกเฉิน


8. หนังสือเดินทาง (Passport) และวีซ่า (Visa)
ควรตรวจสอบอายุหนังสือเดินทาง ควรให้มีอายุ 6 เดือนก่อนเดินทาง และควรอ่านข้อปฏิบัติวีซ่าของแต่ละประเทศให้เข้าใจก่อนเดินทาง และไม่อยู่เกินวีซ่า หรือใช้วีซ่าผิดประเภท ที่สำคัญควรถ่ายสำเนาเอกสารหนังสือเดินทางและวีซ่าเก็บไว้อย่างน้อย 1-2 ชุด 
ในกรณีที่หนังสือเดินทางหายให้แจ้งความต่อตำรวจท้องถิ่นและนำใบแจ้งความมา ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานทูต หรือสถานกงสุลไทยที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อขอออกเอกสาร การเดินทางแทน หากมีบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงก็จะช่วยให้ออกเอกสารการเดินทางได้เร็วขึ้น

9. ยารักษาโรค หากใครที่มีโรคประจำตัว ควรพกยาติดตัวไว้ พร้อมใบกำกับรับรองจากแพทย์ นอกจากนี้ควรเขียนวิธีใช้อย่างละเอียดไว้ด้วย หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องการให้คนช่วยเหลือ คนอื่นสามารถอ่านข้อปฏิบัติและให้ยาได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ควรเตรียมยาสามัญประจำบ้าน เช่น ยาแก้ปวด ยาลดน้ำมูก ยาแก้ท้องเสีย ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น ไว้ใช้ยามเจ็บปวดเล็กน้อย  

10. เสื้อผ้า ควรตรวจสอบดูสภาพภูมิอากาศของประเทศที่จะเดินทางไป เพื่อเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศนั้นๆ เช่น ไปเมืองร้อน ควรเตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย อากาศถ่ายเทได้ดี หากไปเมืองหนาว ควรหาซื้อหมวก ผ้าพันคอ รองเท้าบูต เสื้อกันหนาว ลองจอนกันหนาว ถุงน่อง ถุงเท้า เป็นต้น และควรวางแผนกิจกรรมที่จะทำในขณะท่องเที่ยว เพื่อเลือกเสื้อผ้าอย่างเหมาะสม หากเดินทางไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ควรมีชุดประจำชาติพร้อมเครื่องประดับ และแต่งกายให้สุภาพ เหมาะสมกับกาละ เทศะ นอกจากนี้ควรศึกษาข้อห้ามในการแต่งกายของแต่ละประเทศด้วย เช่น การเดินทางไปในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้หญิงต้องแต่งกายให้มิดชิด สุภาพ ไม่โชว์เนื้อหนัง เป็นต้น 

11. กระเป๋าเดินทาง ควรตรวจสอบกับสายการบินว่าสามารถนำกระเป๋าขึ้นเครื่องได้กี่ใบ ลงใต้เครื่องได้กี่ใบ น้ำหนักเท่าไหร่ ทั้งนี้เพื่อสามารถจัดกระเป๋าเดินทางได้ถูกต้อง น้ำหนักไม่เกิน ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถนำกระเป๋าขึ้นเครื่องได้หนึ่งใบ โดยไม่พกของเหลว วัตถุอันตราย และของมีคมขึ้นเครื่อง ในกระเป๋านี้ควรพกพวกเอกสารการเดินทาง เอกสารประจำตัว หนังสือเดินทางต่างๆ ส่วนใต้ท้องเครื่องนั้น สามารถฝากกระเป๋าได้สองใบ แนะนำว่าไม่ควรเป็นกระเป๋าแบบไฟเบอร์ เพราะแตกหักง่าย ควรเลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะกับตนเอง และสถานที่ หากไปในที่ทุรกันดาร ภูเขา ป่า ควรพกกระเป๋าเดินทางแบบสะพาย แต่ถ้าหากไปในที่สะดวกๆ ไม่ต้องปืนป่าย และไม่มีบันไดมาก สามารถพกกระเป๋าที่มีล้อเลื่อนได้ นอกจากนี้การจัดกระเป๋าเดินทางนั้น ควรวางของใช้ที่จำเป็นไว้ข้างบนสุด เพื่อง่ายในการใช้ ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลา 


12. ตั๋วเครื่องบิน ควรเลือกซื้อกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ ไว้วางใจได้ และควรเลือกที่นั่งเที่ยวบินให้เหมาะกับตนเอง หากเป็นคนที่ชอบนอน ไม่ชอบลุกไปนั่งควรนั่งติดหน้าต่าง หรือบางคนชอบลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ก็ควรนั่งติดทางเดิน เป็นต้น (สามารถอ่านวิธีการเลือกซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกได้ ทีนี่)

13. การเงิน แน่นอนว่าไปต่างประเทศนั้นควรเตรียมพร้อมด้านการเงิน ควรหาข้อมูลค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพ ค่าโรงแรม ที่พัก อาหารการกิน เพื่อคำนวณเงินที่เราต้องใช้ หากไม่พอควรวางแผนเก็บเงิน หรือทำงานเสริมเพื่อให้มีเงินเพียงพอใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ และมีเก็บไว้ในธนาคารยามฉุกเฉิน ไม่ควรพกเงินสดติดตัวไปต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ควรทำบัตรเดบิต บัตรเดรดิต เพื่อเบิกเงินสดใช้ในต่างประเทศ หรือทำเป็นตั๋วแลกเงิน (Traveller Cheque)  เพราะปลอดภัยมากกว่าการพกเงินสด ถ้าหากไปอยู่ต่างประเทศนานๆ แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารที่ต่างประเทศ และหากต้องการส่งเงินกลับบ้าน หรือให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ที่ต่างประเทศ สามารถใช้บริการ Western Union และ Money Gram หรือ Paypal

14. ประกันภัย การเดินทางควรทำประกันภัยทั้งเรื่องกระเป๋าเดินทาง  สุขภาพ และประกันชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปอยู่ต่างประเทศนานๆ เช่น ไปทำงาน หรือไปเรียน ทั้งนี้เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในต่างแดนนั้นสูงมาก การทำประกันก่อนการเดินทางจะช่วยป้องกันการเสียค่าใช้จ่ายในคราวมีอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ ที่สำคัญการตรวจสุขภาพและทำฟัน หรือการฉัดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนการเดินทางไปเมืองนอก 

15. สติ และกำลังใจ สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย คือ การเตรียมใจให้พร้อมกับทุกสิ่งที่เจอ ไม่ว่าเรื่องดีและร้าย และมีสติอยู่เสมอ การเดินทางในต่างแดนนั้น อันตรายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เราต้องไม่ประมาท คอยดูแลตัวเองและทรัพย์สิน ของมีค่าอยู่ตลอดเวลา หากเดินทางคนเดียว โดยเฉพาะผู้หญิง พยายามอย่าพกของมีค่าที่จะเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพ และอย่าถือของพะรุงพะรัง ให้แยกของเป็นสัดส่วน และพกในกระเป๋าใบเดียว ที่สามารถดูแลได้ง่าย ในที่พักหรือโรงแรม พยายามอย่าวางของมีค่าเรี่ยราด ให้เก็บมิดชิดติดตัวไว้ตลอดเวลา  เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นให้มีสติ ค่อยๆ คิด และพยายามขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดก่อน หรือหากไม่มีญาติ หรือคนรู้จัก ควรติดต่อตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่สถานทูตในประเทศนั้นๆ 


สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุก มีความสุขกับการเดินทางนะคะ

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2565

เคล็ดลับซื้อตั๋วเครื่องบินราคาถูกไปต่างประเทศ


บทความนี้นำเสนอเกร็ดความรู็เล็กๆ น้อยๆ ในการหาตั๋วซื้อเครื่องบินราคาถูก และเคล็ดลับในการประหยัดค่าใช้จ่ายการในการซื้อตั๋วเครื่องบินเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ 

ก่อนที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินนั้น ควรตรวจสอบก่อนว่าประเทศที่จะไปเยือนสามารถใช้บริการสายการบินใดบ้าง และจอดเครื่องที่สนามบินใด จากนั้นเข้าไปอ่านตามเว็บบอร์ด กระทู้ต่างๆ เช็คเรื่องการบริการของแต่ละสายการบิน ความปลอดภัย และคุณภาพของการบิน รวมถึงการหยุดพัก จอดเครื่องบิน บางสายการบินจะมีเที่ยวบินตรง ไม่ต้องจอดหลายประเทศ ทำให้ไม่เสียเวลาในการเดินทาง แต่จะมีค่าโดยสารที่แพงกว่าสายการบินที่จอดหลายจุด นอกจากนี้ควรตรวจสอบเรื่องน้ำหนักกระเป๋าที่สามารถโดยสาร ซึ่งแต่ละสายการบินจะกำหนดแตกต่างกันไป บางสายการบินเสนอตั๋วเครื่องบินราคาถูกก็จริง แต่อาจไม่รวมค่ากระเป๋า หรือให้น้ำหนักกระเป๋าน้อยกว่าสายการบินอื่น 

จากนั้นก็ถึงเวลาจองตั๋วเครื่องบิน เราต้องมีวัน เวลาที่จะเดินทางแน่นอนก่อน และควรจองไว้แต่เนิ่นๆ เช่น จะเดินทางปลายปี ประมาณช่วงกลางปีจะต้องดำเนินการเรื่องการจองตั๋วเครืองบินไว้เลย ที่สำคัญควรจองตั๋วเครื่องบินแบบไปกลับ จะได้ราคาดีกว่าจองแบบเที่ยวเดียว 

วันที่เดินทางไม่ควรเป็นช่วงเทศกาล เพราะคนเดินทางเยอะ ทำให้ตั๋วเครื่องบินราคาแพง และหากหลีกเลี่ยงได้ไม่ควรเดินทางวันเสาร์ อาทิตย์ เพราะราคาตั๋วเครี่องบินจะแพงกว่าวันอื่นๆ วันที่ตั๋วราคาถูกกว่าวันอื่นๆ ได้แก่วันอังคาร และวันพุธ 

หากมีเวลาให้ลองดูด้วยว่าประเทศที่จะไปมีสนามบินกี่แห่ง แต่ละแห่งราคาตั๋วเครื่องบินจะไม่เท่ากัน หากเราสามารถไปลงในเมืองที่ตั๋วราคาถูกกว่าก่อน เที่ยวสักสองสามวัน แล้วค่อยซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบิน Low Cost ประเทศนั้นๆ ไปอีกเมือง จะช่วยประหยัดราคาไปได้เยอะ เช่น จริงๆ เราตั้งใจจะเดินทางจาก Atlanta ไป Ho Chi Minh City ราคาตั๋วอยู่ที่ 1,660$ พอเช็คราคาจาก Atlanta to Hanoi ราคาอยู่ที่ 1,400$ ราคาต่างกันถึง 260$ ราคาตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ Hanoi to Ho Chi Minh อยู่ที่ 80$ หากบินไปลง Hanoi ก่อนจะทำให้ประหยัดเงินไปถึง 180$ หากคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 6,480 บาท (1 USD = 36 บาท)

วิธีการจองนั้น ทำได้ง่ายๆ โดยสามารถเข้าไปในเว็บ www.skyscanner.com หรือ wayaway.io สองเว็บนี้มักจะมี Flight ราคาถูกมานำเสนออยู่เสมอ สำหรับ wayaway.io นั้นมีโปรแกรมซื้อตัวเครื่องบินผ่านเว็บแล้วได้รับเงินคืนสูงสุดถึง 5% Cheap flights with cashback เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยประหยัดเงิน เช่น ตั๋วเครื่่องบินจาก Bangkok to New York ราคาอยู่ที่ 948$ รับ cash back 14$ อีกเว็บไซต์หนึ่งที่น่าสนใจคือ www.kayak.com และ www.trip.com เว็บนี้มีส่วนลดทั้งตั๋วเครื่องบินและโรงแรมที่พักเยอะมาก คือลองหาดูหลายๆ เว็บไซต์เพื่อเปรียบเทียบ ตรวจสอบราคาตั๋วเครื่องบินของแต่ละสายการบิน 

หากยังไม่ถูกใจราคา สามารถจองได้จากทางเว็บไซต์ของสายการบินโดยตรง โดยเฉพาะ Low-Cost Airlines บางครั้งมีโปรโมชั่นหน้าเว็บไชต์ ทำให้ได้ราคาถูกกว่าจองจากเว็บไซต์อื่นๆ 

การจองกับบริษัทนำเที่ยว ก็เป็นอีกวิธีการที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะประหยัดเวลา เราไม่ต้องหาเวลาเลือกเอง บริษัทจะจัดการค้นหา เปรียบเทียบราคานำมาเสนอให้เรา มีทั้งราคาแบบถูกสุด หรือเร็วสุด ไม่จอดแวะหลายสนามบิน ไม่มี Layover ราคาก็จะแตกต่างกันไป พวกที่ต่อเครี่องหลายจุดหน่อย ราคาจะถูกกว่า บางครั้งมี Layover นานๆ 9-10 ชั่วโมง ใครไม่รีบ แนะนำให้เลือกตั๋วแบบนี้ เพราะถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ออกไปเที่ยวชมเมือง แล้วเราก็ไม่ต้องเหนื่อยด้วย เวลานั่งเครื่องติดๆ กันนานๆ โดยเฉพาะเดินทางจากไทยไปอเมริกาที่ต้องทางเป็นวันเป็นคืน ร่างกายมันจะล้ามากๆ แต่พอได้ออกไปเที่ยว ไปเปิดหู เปิดตา ชิมอาหารอร่อยๆ ร่างกายมันจะสดชื่นขึ้นมาทันที เคยเดินทางจาก Atlanta ไป Bangkok Layover ที่ Hongkong 12 ชั่วโมง ได้ออกไปเที่ยวกับลูก จำได้ว่าทริปนั้นเป็นทริปที่สนุกมากๆ ได้นั่งรถชมเมือง ล่องเรือ และกินอาหารที่อร่อยมากๆ 

ตั๋วที่พักเครื่องน้อยๆ ไม่ถึงสองชั่วโมง เราต้องระวังให้มาก เพราะบางสนามบินที่เราไปต่อเครื่อง สนามบินใหญ่มากต้องต่อรถไฟไปจุดต่างๆ ทำให้เสียเวลามากๆ หรือแถวตรงตรวจคนเข้าเมืองคนเยอะมาก ตรวจนาน บางครั้งทำให้เราไปไม่ทันต่อเครื่อง ตกเครื่อง ต้องรอเที่ยวบินใหม่ ทำให้เสียเวลาไปอีก 

อีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถได้ตั๋วเครื่องบินราคาดี คือ การจองตั๋วในงานท่องเที่ยวต่างๆ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เช่น งานท่องเที่ยวไทย หรือท่องเที่ยวทั่วโลก งานประเภทนี้จะมีสายบินและบริษัทนำเที่ยวมาร่วมงานมากมาย พร้อมเสนอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินที่น่าสนใจ หากเลือกวิธีการนี้สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้ในงานเลย และอาจต้องจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้า 500-1,000 บาท และไม่สามารถคืนค่ามัดจำได้

การจองกับทางบริษัทนำเที่ยวนั้น ก่อนจองควรตรวจสอบ เปรียบเทียบราคาก่อน เพราะแต่ละสายการบิน แต่ละบริษัทจะให้ราคาที่แตกต่างกันไป วิธีที่ง่ายที่สุด คือ Search ใน Google ว่ามีบริษัทใดบ้างที่ขายตั๋วเครื่องบินของสายการบินที่เราต้องการ ให้เลือกสัก 2-3 สายการบิน เพื่อเปรียบเทียบราคาที่เราพอใจ ก่อนจองกับบริษัทใดควรตรวจสอบก่อนว่าบริษัทนั้นดำเนินกิจการถูกต้องตามกฏหมาย มีใบประกอบการทางการค้า จดทะเบียนถูกต้อง เป็นที่น่าเชื่อถือ และมีบริการที่น่าประทับใจ 

หลังจากที่ตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้โทรไปสอบถามราคาเที่ยวบินที่ต้องการแต่ละบริษัท หรือส่งเมลล์เพื่อสอบถามราคา ให้ขอราคาที่รวมภาษีแล้ว จากนั้นนำรายละเอียดมาใส่ตารางเพื่อเปรียบเทียบราคา อย่าลืมสอบถามเรื่องการเปลี่ยนวันเวลาตั๋วเครื่องบินว่าเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ บางสายการบินหากเปลี่ยนครั้งแรกไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย เมื่อเปลี่ยนครั้งต่อจึงจะเสียค่าใช้จ่าย บางสายการบินไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันเวลาได้ เป็นต้น 

เมื่อเลือกบริษัทที่ต้องการ ก็จองเที่ยวบิน โดยบริษัทจะขอวันเวลาในการเดินทาง เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ รวมถึงวันหมดอายุของหนังสือเดินทาง  (Passport) ให้ใส่ชื่อที่ตรงตามหนังสือเดินทาง ยังไม่ต้องจ่ายเงินจนกว่าจะได้รับวีซ่า หลังจากนั้นบริษัทจะส่งรายละเอียดการจองตั๋วเครื่องบินมาให้ทางอีเมลล์ (E-mail) เราสามารถเช็คเที่ยวบินของตั๋วเองได้ที่ www.checkmytrip.com โดยใส่นามสกุล และเลขที่จอง จากนั้นก็จะปรากฏรายละเอียดการเที่ยวบิน ว่าบินกี่โมง ใช้เวลาเท่าไหร่ จอดที่ไหนบ้าง พักกี่ชั่วโมง และสามารถดูรายละเอียดสนามบินแต่ละประเทศที่จอด รวมถึงเช็คสภาพอากาศในวันที่เดินทางได้อีกด้วย 

สำหรับการระบุที่นั่งนั้น สามารถระบุได้ตอนที่ไปเช็คอินที่สนามบิน หรือบางสายการบินสามารถระบุที่นั่งได้เลย ทั้งนี้ต้องสอบถามบริษัทที่ใช้บริการจองตั๋วเครื่องบิน 

เมื่อได้วีซ่าแล้ว ก็ทำการจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินกับทางบริษัท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัท หรือตัดผ่านบัตรเครดิต จากนั้นบริษัทก็จะส่งตั๋วเครื่องบินอิเล็คทรอนิคส์ (E-Ticket) มาให้ ควรเช็คความถูกต้องของวันเวลาที่บิน รวมถึงชื่อในตั๋วเครื่องบินก่อน จากนั้น Print ตั๋วเครื่องบินเพื่อนำไปเช็คอินที่สนามบิน

กรณีที่ต้องการซื้อตั๋วเครื่องบินเอง ไม่ผ่านบริษัทนำเที่ยว ต้องทำการบ้านดีๆ หน่อย การเปรียบเทียบราคาตั๋วจากเว็บไชต์ต่างๆ ที่กล่าวไปข้างบนนั้น ต้องดูรายละเอียดดีๆ บางเว็บไชต์เสนอราคาถูกก็จริง แต่ไม่รวมค่ากระเป๋าเดินทาง หรือหากจะเลือกที่นั่งต้องบวกค่าใช้จ่ายเพิ่มไปอีก หากบวกค่ากระเป๋าเดินทาง รวมค่าภาษีต่างๆ แล้ว อีกเว็บหนึ่งอาจถูกกว่าก็เป็นไปได้ 

อีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อตั๋วเครื่องบินคือ การสมัครบัตรเครดิตพวก cash back เราจะได้รับเงินคืน 3%-5% ในการใช้จ่ายแต่ละครั้ง ดูเหมือนไม่มาก แต่พอเอามารวมๆ กันหลายๆ ครั้งก็ช่วยประหยัดไปได้เยอะ เช่นบัตรของ Chase Freedom Unlimited มีโปรโมชั่น get 5% cash back on travel purchased และบัตร Capital One Venture X Rewards Credit Card ก็มีโปรแกรมที่น่าสนใจไม่น้อย 2 Miles per dollar on every purchase, every day, 10 Miles on hotels and rental cars booked หรือเราอาจสมัครโปรแกรมสะสมไมล์ไว้แลกตั๋วเครื่องบิน เช่น Delta SkyMiles แต่อันนี้เราต้องเดินทางบ่อยๆ ถึงจะได้แต้มไว้ใช้ซื้อตั๋วเครื่องบินโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือต้องใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เข้าร่วมโครงการ ของ Delta SkyMiles จะ Link กับบัตรเครดิต American Express จะได้ 2X ไมล์ ทุกๆ ครั้งที่ใช้จ่ายผ่านบัตรตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า เช่นใช้จ่าย 200$ ก็จะได้ 400 ไมล์ และยังมีสิทธิพิเศษ เวลาบินภายในประเทศของอเมริกาส่วนใหญ่กระเป๋าที่โหลดเข้าใต้เครื่องจะเสียเงิน 30$-60$ แต่ถ้าเราเป็นสมาชิก Delta SkyMiles และซื้อตั๋วผ่านบัตรเครดิต American Express เราก็จะได้ Free Checked Bag ของกระเป๋าใบแรก แต่ข้อเสียของอันนี้คือ เราต้องเดินทางกับสายการบินที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ซึ่งบางทีเวลาที่เราจะเดินทางตั๋วราคาแพงมาก เราก็ต้องชั่งใจเอาว่าจะสะสมไมล์ หรือเลือกเดินทางกับสายการบินอื่นที่ถูกกว่า 

สำหรับคนที่ยังไม่มีจุดหมายปลายทางแน่นอน เน้นหาตั๋วเครื่องบินถูกๆ ไว้ก่อน แบบประเทศไหนถูกก็จะลางานไปเที่ยวประเทศนั้น แนะนำให้ใช้ Google Flights ในเว็บจะมีโชว์แผนที่โลก เปรียบเทียบราคาเลยว่าตั๋วเครื่องบินแต่ละประเทศราคาเท่าไหร่ 


วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563

เตรียมตัวสอบใบขับขี่ในอเมริกา How to Get Your Driver's License in the USA




หลังจากที่มีกรีนการ์ดแล้ว สิ่งที่หลายๆ คนต้องทำเลยก็คือ การทำใบขับขี่ (Driver's License) เวลาไปไหนมาไหนจะได้สะดวก ไม่ต้องพึ่งสามีอีกต่อไป

นุ้ยเลยแนะนำสาวๆ เลยค่ะ ว่าควรฝึกขับรถให้ได้ที่เมืองไทยเลยค่ะ พอย้ายมาอยู่ที่นี่เราจะได้สบาย ทำใบขับขี่ได้เลย การฝึกขับรถที่นี่จะยุ่งยากหลายขั้นตอนมากๆ ค่ะ ไม่เหมือนเมืองไทย แค่มีรถก็ขอพ่อ พี่ชาย ให้มาฝึกหัดให้หน่อยก็ได้แล้ว แต่ที่นี่จะทำแบบนั้นไม่ได้เลยค่ะ เราต้องไปสอบขอใบอนุญาตก่อน พอผ่านข้อเขียน ก็จะได้ permit license เป็นบัตรที่อนุญาตให้ขับรถได้ โดยมีผู้อื่นนั่งอยู่ด้วย ไม่สามารถขับได้ด้วยตัวเอง เราสามารถเรียนขับรถกับผู้เชี่ยวชาญ ค่าเรียนก็แพงมากค่ะ เรียนไม่กี่ชั่วโมงก็ $200-$800 แล้ว หรือหากไม่อยากเสียค่าเรียน เราก็ให้สามีหรือญาติสามี หรือเพื่อนเราสอนให้ แต่ก็ลำบากคือ ที่นี่ไม่ค่อยมีทีฝึกค่ะ อย่างดีก็มีที่จอดรถที่ไม่มีรถจอด เราสามารถฝึกได้ตอนกลางคืน เพราะไม่เจ้าหน้าที่เฝ้า หรือถนนเล็กๆ หน้าบ้าน จากนั้นก็เป็นถนนใหญ่เลยค่ะ มีหลายเลนมาก และรถเยอะมาก เราต้องระวังมากๆ ที่สำคัญคือ ไม่ขับเกิน speed limit แต่ละถนนจะต่างกัน เช่น ถนนเล็กๆ หรือบริเวณหน้าโรงเรียน จะขับไม่เกิน 25 ไมล์ เขตชุมชน จะขับประมาณ 30 ไมล์ ถนนใหญ่ขึ้นมาหน่อยขับประมาณ 40-55 ไมล์ ทางด่วนควรขับประมาณ 60-75 ไมล์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าอยู่รัฐไหน แต่ละรัฐจะต่างกัน เวลาขับต้องคอยสังเกตป้ายข้างทางว่ากำหนดอยู่ที่เท่าไหร่ ไม่ควรขับช้าหรือเร็วเกินไป ขับช้าก็โดนจับได้นะคะที่อเมริกาเนี่ย คนอเมริกันจะเคร่งครัดเรื่องกฏระเบียบมากๆ  เคารพป้ายจราจร เห็นป้าย STOP ก็ต้องหยุดถึงแม้จะไม่มีรถขับผ่าน พอเห็นคนกำลังเดินข้ามถนนก็ต้องจอดให้คนข้ามไปก่อน และคนที่นี่ก็จะปฏิบัติตามกฏโดยไม่มีข้อแม้ค่ะ ด้านตำรวจก็จะคอยใช้เรด้าร์ตรวจจับคนที่ขับรถเร็วอยู่ทุกที่ โดยเฉพาะถนนใหญ่

สำหรับคนที่ขับรถเป็นจากเมืองไทย พอมาที่อเมริกาจะงงนิดหน่อย เพราะที่นี่ขับพวงมาลัยซ้าย และขับเลนขวา แซงด้านซ้าย ที่เมืองไทยจะขับพวงมาลัยขวา วิ่งรถด้านซ้าย แซงด้านขวา 




พอเรามาถึงที่นี่ ไปสอบข้อเขียนให้ได้ permit license ก่อน แล้วลองฝึกขับดูค่ะ สักสองสามวันก็ชินละคะ  แต่อย่าลืมนะคะว่า permit license เรายังขับเองไม่ได้ ต้องมีคนนั่งข้างๆ เสมอค่ะ คนที่นั่งข้างๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้นะคะ ต้องมีคนที่มีใบอนุญาตขับขี่แล้วนะคะ

เอาละคะที่นี่มาถึงวิธีการสอบใบขับขี่กันบ้างนะคะ ก็คล้ายกับบ้านเราค่ะ มีสอบทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ ก่อนสอบเราสามารถไปขอคู่มือ (Driver Handbook) ได้ที่ Department of Motor Vehicle (DMV) ของเมืองที่เราอยู่ ถามสามีก็ได้คะว่าอยู่ที่ไหน ให้เขาพาไป หรือดาวน์โหลดเอาในเว็บไซต์ของ (DMV) ในคู่มือนั้นจะมีข้อมูลครบถ้วนมาก ตั้งแต่วิธีเตรียมตัวสอบ ข้อสอบในแต่ละภาค รวมถึงสอนเรื่องการใช้ถนน การเปลี่ยนเลน การเร่งความเร็ว การขับรถบนทางด่วน การให้สัญญาณ ป้าย สัญญาณต่างๆ กฏจราจร วิธีการขับรถให้ปลอดภัย หรืออ่านจากเว็บไซต์นี้ก็ได้ค่ะ www.driverknowledge.com 

พอเราอ่านเข้าใจแล้วก็ลองทำข้อสอบดูนะคะ เข้าไปที่ http://driving-tests.org ต้องเลือกก่อนว่าเราอยู่รัฐไหน แต่ละรัฐข้อสอบจะไม่เหมือนกันค่ะ จากนั้นก็จะมีข้อสอบให้ทำหลายชุดมาก และทดลองทำได้ฟรีค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่าย ลองทำดูนะคะว่าผ่านหรือไม่ หากไม่ผ่าน ก็ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนเรามั่นใจว่าผ่านแน่นอน ค่อยไปสอบค่ะ

การสอบข้อเขียน เป็นข้อสอบกากบาท ไม่ยากมาก บางรัฐ สามารถเลือกสอบเป็นภาษาไทยได้ แต่บางรัฐต้องสอบภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กฏจราจร (Road Rules) จำนวน 20 ข้อ ต้องทำให้ถูก 15 ข้อขึ้นไปถึงจะผ่าน อีกส่วนหนึ่งคือ ป้ายต่างๆ บนท้องถนน (Road Signs) จำนวน 20 ต้องทำให้ถูก 15 ข้อขึ้นไปถึงจะผ่าน.

การสอบเราต้องไปที่ DMV ใกล้บ้าน โดยต้องเตรียมเอกสารดังนี้ SSN Card, พาสปอร์ต, กรีนการ์ด, ทะเบียนสมรส, ใบเกิด และเอกสารที่แสดงว่าเราอาศัยอยู่ในรัฐที่เรายื่นเรื่องทำใบขับขี่ เช่น บิลต่างๆ ที่ไม่อายุไม่เกิน 60 วัน ประกันสุขภาพ จดหมายจากธนาคาร หรือ Bank Statment ที่มีอายุไม่เกิน 60 วัน สัญญาการเช่าอพาร์ทเมนต์ หรือคอนโด หรือบ้านในปัจจุบันที่มีชื่อเราและที่อยู่ระบุในสัญญา สัญญาการจ้างงาน หรือจดหมายรับรองการทำงานที่ระบุชื่อและที่อยู่เรา และ W2 ในปีล่าสุด เป็นต้น

เมื่อยื่นเอกสารและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว ก็จะถ่ายรูป สามารถยิ้มเห็นฟันได้เลยค่ะ และจ่ายค่าธรรมเนียม $10 จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้เราทำข้อสอบในเครื่องคอมพิวเตอร์ พอทำเสร็จ หากเราผ่านก็จะได้รับบัตรที่เรียกว่า permit license อนุญาตให้เราขับรถได้ โดยมีผู้อื่นนั่งอยู่ด้วย ไม่สามารถขับได้ด้วยตัวเอง เราก็ไปฝึกขับรถบนถนนให้คล่องก่อน ฝึกทุกวันทั้งถนนเล็กและใหญ่ รวมไปถึงทางด่วน และฝึกการจอดรถแบบชิดขอบถนน หรือที่เรียกว่า “Parallel parking” และการจอดรถ การถอยหลังเขาซอง เมื่อมั่นใจแล้วค่อยไปสอบปฏิบัติค่ะ

การสอบปฏิบัติ บางรัฐต้องโทรนัดหมายก่อนจะสอบ เตรียมเอกสารเหมือนเดิมกับตอนที่สอบข้อเขียน เพิ่มเติมนิดหน่อย คือ เอกสารที่เราทำประกันภัยรถยนต์ และเอกสารการเสียภาษี การสอบภาคนี้จะมีการทดสอบสายตา และพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ $20

ส่วนวิธีการสอบจะแตกต่างจากเมืองไทย คือ เราต้องนำรถของเราที่มีประกันภัยรถยนต์ที่ถูกต้อง เสียภาษีรถยนต์เรียบร้อยแล้ว และมีชื่อเราในประกันภัยนั้นมาเอง โดยรถที่นำมานั้น อุปกรณ์ต่างๆ ในรถต้องสามารถใช้งานได้จริง เช่น ไฟเลี้ยว แตรรถ เบรค เป็นต้น โดยก่อนสอบเจ้าหน้าที่ก็จะบอกให้เราเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ขวา บีบแตร แตะเบรค เพื่อเช็คสภาพรถก่อนขับจริง การสอบปฏิบัติที่นี่จะสอบบนถนนจริงค่ะ ตื่นเต้นมากๆ  เท่านั้นยังไม่พอค่ะ มีเจ้าหน้าที่มานั่งข้างๆ เราอีกด้วย คอยดูว่าเราขับรถถูกหลักหรือไม่ นั่งใกล้พวงมาลัยมากไปหรือไม่ คาดเข็มขัดนิรภัย และปรับกระจกก่อนสตาร์จรถหรือไม่ เวลาจะเปลี่ยนเลน หรือเลี้ยวมองกระจกหลังและกระจกข้างหรือไม่ เวลาถอยรถหันหลังไปมองหรือไม่ ที่อเมริกาจะไม่อนุญาตให้มองแค่กระจกอย่างเดียว จากนั้นเจ้าหน้าที่จะเป็นคนบอกให้เราว่าขับไปทางไหน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา การทดสอบนั้นมีหลายอย่าง ได้แก่ การจอดรถขนานแนบชิดกับขอบถนน การถอยหลังเข้าซอง การจอดรถในระยะกระชันชิด การจอดรถเมื่อเจอป้ายสัญญาณ และติดไฟแดง การแซง การเปลี่ยนเลน เป็นต้น

การทดสอบปฏิบัติใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที แล้วแต่ว่าสอบรัฐไหน และได้สอบกับเจ้าหน้าที่คนไหน เมื่อทดสอบเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่าเราขับรถเป็นยังไงบ้าง บอกคะแนน และบอกว่าผ่านไม่ผ่าน หรือต้องแก้ไขตรงไหน อย่างไร หากไม่ผ่านสามารถกลับมาสอบใหม่ได้อีกครั้ง

พอเราผ่านแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้ใบขับขี่ที่เป็นกระดาษมาก่อนค่ะ เป็นใบขับขี่ที่ใช้ได้จริงค่ะ หลังจากนั้นประมาณ 1-3 อาทิตย์ เจ้าหน้าที่ก็จะส่งใบขับขี่ตัวจริงมาให้ที่บ้านค่ะ วันหมดอายุในใบขับขี่จะเป็นวันเดียวกับที่ระบุในใบกรีนการ์ด (Green Card) แบบสองปีของเราค่ะ

หลังจากที่ขับรถเป็นแล้ว มีใบขับขี่แล้ว อย่าลืมให้สามีสอนเรื่องวิธีการเติมน้ำมันรถด้วยนะคะ เพราะที่นี่เราต้องเติมน้ำมันรถเองค่ะ ไม่มีเด็กปั๊ม ถ้าลืมให้สามีสอน แล้วเกิดน้ำมันหมดมาตอนเราอยู่คนเดียว แย่เลยนะคะ 


วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563

ปักกิ่ง Beijing วันเดียวก็เที่ยวได้



วันนี้ร้านอาหารที่ฉันทำงานอยู่คนไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ ฉันเลยมีเวลาได้หายใจหายคอ มองไปรอบๆ ฉันมองไปที่โต๊ะ 21 โต๊ะหัวมุมร้าน เห็นป้าคนจีนอายุประมาณ 60 กว่าๆ กำลังนั่งดูเมนูอาหารภาษาอังกฤษอย่างงกๆ เงิ่นๆ เห็นแล้วฉันก็นึกถึงตัวเองตอนไปเที่ยวจีนไม่มีผิด

ฉันชอบเที่ยวคนเดียว ไม่ชอบมีไกด์ เวลาไปเที่ยวประเทศที่เขาไม่พูดภาษาอังกฤษกัน ฉันเลยไปไหนไม่ค่อยถูก ฉันนึกถึงตัวเองแล้วก็อดขำไม่ได้ ท่าทางฉันตอนไปเที่ยวปักกิ่ง Beijing เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วก็ดูสับสน งงๆ ไม่ต่างจากป้าเท่าไหร่ ด้วยความที่ปักกิ่งไม่ค่อยมีป้ายภาษาอังกฤษ ผู้คนก็ไม่ค่อยพูดอังกฤษกันเท่าไหร่ เลยทำให้การท่องเที่ยวของฉันเป็นไปอย่างลำบาก

จากแอตแลนต้า Atlanta บินไปปักกิ่ง ใช้เวลาประมาณ 16 ชั่วโมง ฉันเดินทางด้วยสายการบิน Air China เพราะราคาถูกกว่าสายการบินอื่นๆ ก็อย่างว่านะ บริการที่ได้รับก็ตามราคา เครื่องบินค่อนข้างเก่า เก้าอี้ก็จะเล็กกว่าสายการบินที่ฉันเคยนั่ง อาหารบนเครื่องฉันแทบไม่แตะเลย เพราะมันดูมัน และจืดชืดมาก สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมีความบันเทิงเริงใจ ก็เห็นจะเป็นหนังบนเครื่องนี้แหละ หนังเอเชียพวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หนังรักโรแมนติกแบบที่ฉันชอบมีให้เลือกเยอะมาก ฉันนั่งดูจนลืมวันลืมคืน ลืมความเจ็บปวดจากการนั่งบนเก้าอี้แข็งๆ แคบๆ ไปเลย 


ฉันกับลูกเดินทางถึงสนามบินปักกิ่งตอนเช้ามืด สนามบินใหญ่น่าดู มีอาคารโดยสารถึง 3 อาคาร เวลาจะไปไหนแต่ละที ต้องนั่งรถไฟในสนามบินไป เจ้าหน้าที่ในสนามบินพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ทำให้ฉันเสียเวลาอยู่นานกว่าจะงมหาที่ทำวีซ่าชั่วคราวได้ ด้วยความที่ฉันกับลูกถือพาสปอร์ตอเมริกัน เวลาจะเข้าจีนต้องทำวีซ่าก่อน แต่ฉันมาแวะเที่ยวแค่วันเดียวเอง เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนในอเมริกาเขาเลยแนะนำว่า ไม่ต้องเสียเงินทำวีซ่าแบบจริงจังหรอก ใช้แค่วีซ่าชั่วคราวที่สนามบินได้เลย

ขั้นตอนการขอวีซ่าไม่ยุ่งยากเลย เจ้าหน้าที่แค่ถามคำถามว่ามาจากไหน จะไปเที่ยวไหนบ้าง และจะกลับวันไหนเท่านั้นเอง แล้วก็เช็คตั๋วเครื่องบินไปกลับของฉันกับลูก เป็นอันจบพิธี



เวลาไปเที่ยวต่างประเทศหรือในประเทศก็ตาม ฉันจะไม่ค่อยใช้บริการ Taxi ด้วยความที่แพงอย่างหนึ่งละ อีกอย่างคือ เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร กลัวเขาพาไปวน ไปทำอะไรไม่ดี ฉันเลยเลือกการเดินทางแบบขนส่งมวลชนมากกว่า ครั้งนี้ฉันเลือกนั่งรถโดยสารประจำทาง เพราะเส้นทางที่รถวิ่งผ่านจะเป็นทางที่คนไปเรียน ไปทำงาน ทำให้ลูกได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่จริงๆ

ตอนที่ฉันไปถึงสถานีรถประจำทางในสนามบิน ฉันแทบจะตะลึง ไม่มีป้ายภาษาอังกฤษเลยคะ ฉันยืนดูแผนที่อยู่นานก็ดูไม่ออก เลยไปขอความช่วยเหลือจากคนขับรถและคนขายตั๋ว ทั้งคู่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ฉันพยายามเปิดเว็บไชต์แปลภาษา ก็ใช้ไม่ได้อีก ที่จีนเขาจะจำกัดการใช้อินเตอร์เน็ต อย่างพวก Facebook เนี่ยเข้าไม่ได้เลย เว็บไชต์บางเว็บก็เข้าไม่ได้ ใจคอฉันเริ่มไม่ดีละ ไม่รู้ทำไงดี ฉันนิ่งไปอยู่นาน อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า ฉันเคยเก็บรูปถ่ายจัตุรัสเทียนอันเหมิน Tienanmen Square ไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพราะอยากให้ลูกศึกษาที่เที่ยวก่อนออกเดินทาง ฉันเลยยื่นให้ลุงคนขับรถดู เขาก็ชี้สายรถที่ฉันต้องนั่ง พาไปซื้อตั๋ว และพาไปนั่งรถพร้อมบอกคนขับว่าฉันจะไปไหน ถึงจะพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ฉันก็สัมผัสได้ว่าคนที่นี่ใจดีไม่น้อย

ตัวรถประจำทางข้างนอกยังดูดีอยู่เลย ข้างในสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ รถที่ฉันนั่งเป็นรถสาย 7 เดินทางจาก Airport West Railway Station รถออกทุกๆ 30 นาที สำหรับคนที่อยากเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนของปักกิ่ง ฉันแนะนำให้เข้าไปศึกษาข้อมูลในเว็บไชต์นี้ก่อน www.travelchinaguide.com ให้ข้อมูลการเดินทางไว้อย่างละเอียดเลยละ ทั้งการเดินทางด้วยรถบัส รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน รถทัวร์

การท่องเที่ยวครั้งนี้ฉันมีเวลาแค่วันเดียวเอง เพราะฉันแค่มารอต่อเครื่องไปไทย ฉันเลยคัดแค่สถานที่เด็ดๆ เท่านั้น ญาติผู้ใหญ่ของฉันหลายคนพอรู้ว่าฉันแวะเที่ยวแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็คัดค้านใหญ่ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกัน รอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยไป ให้มีเวลาสักอาทิตย์ มีเงินให้เที่ยวแบบสบายๆ อย่าเอาลูกออกไปตะลอนเลย มันร้อน มันอันตราย

แต่ก่อนฉันเป็นแบบนั้นนะ เป็นพวก perfectionism ต้องรอให้ทุกอย่างพร้อม เป็นไปตามขั้นตอนที่คิด ที่วางแผนไว้ก่อนถึงจะทำ ถ้าฉันรู้ว่าทำแบบไม่พร้อม แล้วผลออกมาไม่ดี ฉันก็จะยังไม่ทำ แต่ฉันพบว่าเวลาเป็นแบบนี้ มันทำให้ฉันพลาดอะไรหลายอย่างไป บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำเมื่อไหร่จะพร้อม แล้วก็ไม่ได้ทำสักที ครั้งนี้ฉันเลยตั้งใจเมื่อมีโอกาสมาถึงแล้ว ฉันจะก็ลงมือทำเลย ทำไปตามความพร้อมและงบประมาณที่ฉันมีอยู่ ไม่ต้องเที่ยวแบบหรูหราอะไรมาก แค่ได้พาลูกไปเปิดหูเปิดตา สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่ลูกไม่เคยเห็น ไม่เคยได้เรียนรู้ ได้ชิมอาหารจีนแบบต้นตำรับ แค่นี้ก็พอแล้วนะ  

การจราจรที่ปักกิ่งไม่ต่างกรุงเทพเลย มีทางด่วน ถนนใหญ่ๆ เส้นทางไฮเวย์เยอะมาก ตอนเช้าช่วง 8 โมง รถติดเป็นชั่วโมง จนลูกลิงของฉันเผลอหลับไป พอไม่ต้องดูลูก ฉันก็มีเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบๆ ฉันมองไปนอกหน้าต่าง ตึกที่นี่เก่าพอสมควร มีทั้งตึกแบบทันสมัย และตึกแบบจีนโบราณผสมผสานกันไป เมืองค่อนข้างแออัด ก็แน่สินะ เขาเป็นเมืองหลวงของจีนและเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก มีจำนวนคนที่อาศัยอยู่ประมาณ 20,693,000 คน

ผู้คนในรถโดยสารก็ดูเป็นมิตร ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส พูดกับฉันไม่รู้เรื่อง แต่ก็พยายามมีบทสนทนา ถามว่าฉันจะไปไหน พยายามจะหาอะไรมาให้ลูกฉันหนุนหัวตอนนอน กล้วลูกฉันคอเคล็ด ดูไปก็เหมือนคนแก่แถวบ้านนอกที่ฉันอยู่เลย ถึงแม้จะไม่ใช่ลูกหลานเขา เขาก็ดูแลเอาใส่ใจเหมือนลูกเหมือนหลานเขาเลย 


ฉันนั่งรถอยู่ประมาณชั่วโมง ก็ถึงที่หมาย ตรงป้าย Qianmen Street คนในรถช่วยกันบอกว่าให้ลงป้ายนี้เลย เริ่มต้นทริปก็ประทับใจละ ฉันกับลูกเดินออกจากรถประจำทางด้วยรอยยิ้ม เดินเข้าไปตามซอยเล็กๆ เพื่อหาอาหารเช้าทาน พอเราเห็นร้านแรกที่ขายติ่มซำก็รีบตรงเข้าไปเลย ไม่ได้เช็คราคา หรือมองร้านรอบๆ ก่อน


ก็เช่นเคยคะ ในร้านไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย ป้ายภาษาอังกฤษก็ไม่มี รูปก็ไม่มีให้ชี้ ฉันเลยเอาแบบง่ายๆ คนข้างๆ เขาสั่งอะไรก็ตามนั้นคะ ก็ได้ซาลาเปากับโจ๊กร้อนๆ มา รสชาติก็ไม่จัดจ้านเลย จืดมาก ฉันว่าอาหารจีนที่เยาวราชยังอร่อยกว่าต้นตำหรับอีกอะ


อิ่มท้องแล้ว สองคนแม่ลูกก็ออกไปถ่ายรูปเล่น สองข้างทางมีรูปปั้นคนจีนสมัยโบราณเต็มไปหมด เราเดินไปเรื่อยๆ ก็เจอร้านติ่มซำอีกหลายร้านเลย ราคาถูกกว่า มีอาหารให้เลือกเยอะกว่า คนขายก็เป็นมิตรและพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย ฉันแอบเสียใจเบาๆ แต่ก็ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยแวะกลับมากินละกัน

ที่ปักกิ่ง สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นด้านประวัติศาสตร์ มีวัดดังๆ เยอะมาก เช่น Temple of Heaven หอสักการะฟ้าเทียนถาน ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 14 ปี เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีเซ่นไหว้ฟ้าฝน จักรพรรดิของจีนจะต้องเสด็จทุกปีเพื่อกราบไหว้ขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยบันดาลความสมบูรณ์พูนสุขแห่งพืชผลมาตลอดปี อีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจก็คือ วัดลามะ หรือ ยงเหอกง ที่พำนักขององค์ชายสี่ในสมัยราชวงศ์ ชิง ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง พระราชวังที่นี่ก็สวยมาก อย่างพระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ในเขต Haidian ห่างจากกรุงปักกิ่งไป 15 กิโลเมตร มีสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศจีน และได้รับคัดเลือกจากองการ UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี 1998

ช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนจากต่างเมือง เป็นนักเรียนมาทัศนศึกษา ฉันแทบไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติยุโรปหรืออเมริกาเท่าไหร่


อากาศช่วงเดือนกรกฏาคมร้อนพอสมควร ฉันกับลูกกินไอติมหมดไปหลายแท่ง ร้านขายของรอบจัตุรัสเทียนอันเหมินเหมือนร้านขายชำบ้านเราเลย มีขนมแปลกๆ ไอติมอร่อยๆ ให้เลือกเยอะ


ที่นี่กว่าจะข้ามถนนได้ ลำบากพอสมควร จะข้ามแบบมั่วๆ ไม่ได้ ตามสองข้างทางจะมีแผงเหล็กกั้นไว้ไม่ให้คนข้ามถนน แต่จะต้องลอดอุโมงค์ใต้ดินข้ามไป อุโมงค์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีทุกมุมถนนนะคะ มีแค่ไม่กี่อัน จะข้ามทีต้องเดินรอบจัตุรัสคะ เพื่อหาอุโมงค์ข้ามถนน เวลาลงไม่เท่าไหร่ แต่เวลาขึ้นอุโมงค์นี้สิคะ บันไดเยอะยิ่งกว่าเดินขึ้นดอยสุเทพ ขานี้ล้ามากคะ เรียกได้ว่ากว่าจะไปถึงที่เที่ยว หมดแรงกันไปเลย

ตำรวจที่นี่ยืนอยู่แทบทุกจุด จนลูกฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า เขามีเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างไรจึงมีตำรวจออกมายืนมากมายขนาดนี้ บ้านเราเวลาตำรวจออกมาทำงานแบบนี้เราจะรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย แต่กลับกันในอเมริกา เวลาบ้านเมืองเรียบร้อย ตำรวจแทบจะไม่มีให้เห็น แต่พอมีประท้วง มีการจราจรที ร้านรวงต่างๆ จะปิดหมด ผู้คนจะอยู่ที่บ้าน ตำรวจจะออกมายืนเรียงราย เต็มถนนไปหมด

ฉันดีใจนะที่เวลามาเที่ยวแล้วลูกรู้จักสังเกต ตั้งคำถาม หาคำตอบในสิ่งที่สงสัย นั่นหมายถึงว่าลูกฉันได้เรียนรู้อะไรเพิ่มมากขึ้นแล้ว ได้รู้อะไรที่ไม่ได้เรียนในห้องเรียน ได้ศึกษาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริงๆ




เราเดินฝ่าแดดร้อนมาสักพักก็ถึง จัตุรัสเทียนอันเหมิน จัตุรัสที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก (เคยเป็นจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนกระทั่งปี 1976) มีพื้นที่ทั้งสิ้น 440,000 ตารางเมตร สามารถจุประชากรได้ถึง 1,000,000 คน ถือได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่จัดพิธีฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ ของประเทศจีน



จัตุรัสเทียนอันเหมิน สร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1417 ในสมัยราชวงศ์หมิงมีชื่อเดิมว่า "เฉิงเทียนเหมิน" ต่อมาในรัชสมัยของ สมเด็จพระจักรพรรดิซุ่นจื้อแห่งราชวงศ์ชิง ทรงโปรดฯให้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1651 และยังทรงโปรดฯให้เปลี่ยนชื่อเป็น "เทียนอันเหมิน" คำว่า ‘เทียน’ แปลว่า ฟ้า ‘อัน’ แปลว่า ผาสุก ‘เหมิน’ แปลว่า ประตู


จัตุรัสนี้ล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่
หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส ตลอดจนพิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ยังมีหอรำลึกประธานเหมา และหอประตูเจิ้งหยางเหมิน




สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศจีนที่ปรากฏตามสื่อทั่วไปก็คือ พลับพลาสีแดงที่มีรูปภาพขนาดใหญ่ของท่านประธานเหมาเจ๋อตุงประดับอยู่ นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามจะต้องเดินข้ามสะพานหินหยกขาวเข้าไป (ประตูตรงกลางห้ามเข้าให้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น) บนฝาผนังสองข้างของซุ้มประตูมีคำขวัญเขียนว่า “ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนจงเจริญ” และ “ความสามัคคีประชาชนทั่วโลกจงเจริญ” ประดับไว้ด้วย



ลูกฉันก็ไม่น้อยหน้าใคร ขอให้ฉันถ่ายรูปให้ใหญ่จะเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนตอนเปิดเทอม เราเดินเที่ยวอยู่พักใหญ่ ก็หิวอีกแล้ว เลยเดินข้ามถนนไปกินบะหมี่แถวนั้น บะหมี่สีเหลืองกับผักกวางตุ้ง รสชาติใช้ได้เลยละ หรือฉันหิวไม่รู้ กินหมดชามเลย ฉันไม่อยากกินอะไรมากหรอก เพราะเก็บท้องไว้กินเป็ดปักกิ่ง อยากจะชิมจากต้นตำรับ

ที่นี่เวลาร้อนๆ ไม่รู้จะไปหลบแดดที่ไหน ฉันกับลูกก็อาศัยอุโมงค์ใต้ดินนี้แหละนั่งพักกัน อุโมงค์เป็นทางเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดิน พอลูกนั่งเล่นหุ่นยนต์ ฉันก็เลยมีเวลาไปศึกษาเส้นทางรถไฟใต้ดิน ซึ่งเข้าใจง่ายกว่ารถโดยสารประจำทางเยอะ มีภาษาอังกฤษกำกับด้วย หากใครที่จะเดินทางมาเที่ยวจัตุรัสเทียนอันเหมิน ขอแนะนำเลยคะ รถไฟใต้ดิน Line 1 สถานี Tiananmen East ทางออก  A หรือ Tiananmen West ทางออก B จะเจอซุ้มประตูเทียนอันเหมิน อยู่ติดกับพระราชวังต้องห้าม ซึ่งเป็นฝั่งเหนือของจัตุรัส หรือ Line 2 สถานี Qianmen ทางออก A จะเจอประตูเฉียนเหมินซึ่งเป็นฝั่งใต้ของจัตุรัสเทียนอันเหมิน



ก่อนเดินไปหาร้านเป็ดปักกิ่งอีกฝั่งหนึ่งของเมือง เราเดินผ่าน
ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen Gate) ตั้งอยู่ทางใต้สุดของจัตุรัสเทียนอันเหมิน มีอายุกว่า 500 ปีสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงในสมัยโบราณใช้เป็นประตูหลักของขบวนพระจักรพรรดิเวลาเสด็จเข้าหรือออกจากพระราชวังต้องห้าม ด้านบนเป็นหอคอยสูง 27.3 เมตรรวมกับฐานซุ้มประตูสูงถึง 42 เมตร ซึ่งถือเป็นซุ้มประตูที่สูงที่สุดในปักกิ่ง


สองคนแม่ลูกเดินไปตามถนนใกล้ๆ จัตุรัส มีหลายร้านเหลือเกินที่ขายเป็ดปักกิ่ง เหมือนถนนเยาวราชบ้านเรา ที่ขายของเหมือนๆ กัน ฉันไม่รู้จะเลือกร้านไหน เลยถามๆ คนแถวนั้นดู เขาก็ชี้มาร้านด้านหลังที่ฉันยืนอยู่ เดินก็ไม่ไกล ร้านก็ดูน่าเชื่อถือ เราเลยเดินเข้าไปในร้าน เจ้าของร้านยืนต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ช่วงนั้นเป็นช่วงบ่ายๆ คนไม่เยอะเท่าไหร่ พนักงานต้อนรับพาฉันกับลูกไปนั่งโต๊ะ พร้อมกับหาน้ำชามาให้ดื่ม ฉันแปลกใจที่พนักงานเสิร์ฟที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้ดี สงสัยคงต้อนรับนักเที่ยวชาวต่างชาติเยอะ นางเอาใจลูกฉันมาก ช่วยชาร์จ ipad และโทรศัพท์ หาน้ำหวานมาให้เจ้าตัวเล็ก นางพูดเก่ง ชวนคุยไม่หยุด บอกของดีในร้าน เชียร์ให้ฉันสั่งโน่นนี่ นางบอกว่าเป็ดปักกิ่งต้องกินชุดใหญ่ไปเลย แต่ฉันมากับลูกสองคนเอง กินไม่หมด ฉันเลยขอแบบครึ่งตัว นางใจดีแถมซุปเป็ดปักกิ่งมาให้ด้วย พ่อครัวที่นี่มาตัดเป็ดโชว์ฉันถึงที่โต๊ะ พร้อมเสิร์ฟกับแผ่นแป้ง และแตงกวา 



ฉันกินไปคำแรก อร่อยมาก เป็ดรสชาติกลมกล่อม ไม่ต้องใช้น้ำจิ้มอะไรเลย ลูกฉันห่อเอง หยิบเข้าปากคำใหญ่ จริงๆ ลูกฉันเป็นคนกินยากนะ ไม่ค่อยลองอะไรใหม่ๆ แต่ฉันตั้งกฏกับลูกว่า เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ต้องลองกินอาหารพื้นเมืองของเขา ลองกินอะไรที่บ้านเราไม่มีขาย จะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไม่แม่ถึงทำงานหนัก เก็บเงินให้ลูกได้เที่ยวต่างประเทศปีละครั้งสองครั้ง เพราะแม่อยากพาลูกมาสัมผัสอะไรที่ลูกไม่เคยได้ลองในอเมริกา ลูกก็ยอมแต่โดยดี ชิมไปคำแรก วิจารณ์ไม่หยุด ได้เลือดพ่อมาเต็มๆ วิจารณ์ตัวแป้ง ตัวเป็ด ยันรสชาติของน้ำจิ้ม




ทริปนี้ถึงจะเป็นทริปสั้นๆ แต่ฉันก็สนุกมาก ฉันดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่ ได้พาลูกมาเปิดหูเปิดตา และเรียนรู้โลกไปพร้อมๆ กับลูก




แม่เคยบอกฉันว่า เวลามีลูกไปไหนลำบาก เที่ยวจะไม่สนุก มันก็จริงที่ว่าการเที่ยวมันอาจจะไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อนตอนเป็นโสด ที่จะไปไหนก็ได้ จะผจญภัยบุกลุยแค่ไหนก็ได้ แต่พอมีลูก มันก็เหมือนเป็นการฝึก ที่จะทำอะไรต้องวางแผน ต้องคิดให้รอบคอบ ต้องหาที่เที่ยวที่ปลอดภัย เที่ยวได้ทั้งแม่ลูก อาจไม่ผาดโผนเหมือนแต่ก่อน แต่ก็สนุกไปอีกแบบ ทริปนี้เป็นการพิสูจน์ว่า การมีลูกไม่ใช่อุปสรรคในการเที่ยว และการมีเวลาจำกัด ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกในการเที่ยวลดน้อยลงไปเลย



ทริปนี้ฉันได้ก้าวข้ามอะไรหลายอย่าง ฉันได้เรียนรู้ว่าเวลาแค่หนึ่งวัน เราก็เที่ยวได้ หากใจเราอยากจะเที่ยว เราจะจัดสรรเวลา หาสถานที่เที่ยวที่เหมาะสมเองแหละ  แต่ละวันเวลาผ่านไปเร็วมาก เวลาเราอยากจะทำอะไรก็ให้รีบทำ เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะได้ทำหรือเปล่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเมื่อไหร่เราจะพร้อม เมื่อโอกาสมาถึง ก็ให้คว้าไว้เลย อย่าสร้างข้อจำกัดให้ตัวเอง ว่าต้องรอให้มีเงินเท่านี้ มีเวลาเท่านี้ถึงจะเที่ยวได้ แต่ให้พยายามหาทางออกให้ตัวเอง เที่ยวตามข้อจำกัดที่ต้วเองมีอยู่ ให้ลองคิดว่ามีเวลาเท่านี้ มีเงินเท่านี้จะไปเที่ยวไหนได้บ้างจะดีกว่า

ลองพาตัวเองก้าวออกมาจาก comfort zone ออกไปเถอะ เชื่อว่าพอออกไปแล้ว หลายคนจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ที่เปลี่ยนให้เราเป็นอีกคนที่ต่างจากเมื่อวานแน่นอน